บล็อกเกอร์สายกีฬาและบทวิเคราะห์เชิงข้อมูลล gmjournal.net

Latest Posts

รู้หรือไม่ 5 พืชผักสมุนไพรใกล้ตัว มากสรรพคุณรักษาโรค

รู้หรือไม่ 5 พืชผักสมุนไพรใกล้ตัว มากสรรพคุณรักษาโรค

เรื่องโรคภัยไข้เจ็บเป็นสิ่งที่ใคร ๆ ก็ไม่อยากให้เกิดขึ้นกับตัวเอง แต่ขึ้นชื่อว่าอาการเจ็บป่วยจะมาเยือนเราตอนไหนก็ไม่สามารถรับรู้ได้ และหากเกิดขึ้นมาแล้ว การดูแลรักษาให้หายด้วยตัวเองน่าจะเป็นเรื่องง่ายและสิ้นเปลืองน้อยที่สุด วันนี้เราจะมาแนะนำพืช ผักใกล้ตัว 5 ชนิดที่หาได้ง่าย ๆ ในครัวหรือสวนของบ้าน สามารถใช้เป็นสมุนไพรรักษาโรคด้วยตัวเองง่าย ๆ ได้ มีชนิดไหนบ้าง มาเริ่มดูไปทีละรายการ ดังนี้

1.ใบโหระพา เป็นแหล่งของสารต้านโรคหลากชนิด โดยเฉพาะน้ำมันโหระพา มีองค์ประกอบของสารเคมี Methyl chavicol และ linalool รวมถึงบีตา แคโรทีนที่มีสรรพคุณในการรักษาโรคได้ เช่น โรคหัวใจขาดเลือดและมะเร็ง นอกจากนี้การบริโภคโหระพาเป็นประจำนับเป็นการใช้ยารักษาอาการเจ็บป่วยบางประเภทไปในตัวด้วยเช่น อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ เป็นยาระบายอ่อน ๆ แก้อาการท้องผูก รักษาอาการเหงือกอักเสบ และช่วยบรรเทาอาการคลื่นไส้อาเจียนได้

2.ตะไคร้ มีส่วนประกอบของสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายหลายชนิด เช่น แคลเซียม ฟอสฟอรัส เหล็ก รวมถึงวิตามินเอ นับเป็นพืชผักในครัวที่มีประโยชน์ต่อร่างกายอีกทั้งยังมีสรรพคุณทางยาใช้รักษาโรคได้ ไม่ว่าจะเป็นอาการหวัด ปวดศีรษะ ท้องอืด ท้องเฟ้อ แก้จุกเสียด แน่นหน้าอก ลดความดันโลหิตสูง ช่วยลดอาการปวดและการอักเสบ ช่วยในการรักษาโรคเบาหวาน และยังสามารถใช้เป็นอาหารบำรุงไต ระบบประสาทและสมองด้วย

3.ขิง อุดมไปด้วยสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายเช่นกัน ทั้งวิตามินเอ บี ซี โซเดียม โพแทสเซียมหรือแมกนีเซียม ส่วนที่นิยมนำมาใช้ประโยชน์คือเหง้าแก่และอ่อน รวมทั้งลำต้นอ่อนและใบ ที่สำคัญคือขิงมีสรรพคุณช่วยรักษาโรคได้หลายชนิดทั้งต้านโรคเบาหวาน แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ ลดการจุกเสียด แน่นท้อง และยังช่วยลดน้ำตาลในเลือด รวมทั้งบรรเทาอาการของโรคภูมิแพ้ได้

4.ตำลึง เป็นพืชผักอีกชนิดที่มีส่วนประกอบของสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายมากมายทั้งโปรตีน แคลเซียม ธาตุเหล็ก ฟอสฟอรัส วิตามินเอและซี นอกจากนี้ยังมีสรรพคุณใช้บำรุงส่วนต่าง ๆ ของร่างกายด้วยไม่ว่าจะเป็นช่วยบำรุงสายตาและกระดูก ช่วยระบบย่อยอาหาร รักษาเลือดออกตามไรฟัน แก้โรคผิวหนัง ไข้หวัด รักษาโรคเบาหวาน โรคหัวใจ และช่วยลดน้ำตาลในเลือด

5.กระเทียม ถือเป็นผักยอดฮิตที่กินดี กินง่าย แถมมีประโยชน์ต่อร่างกายมากมายทั้งช่วยป้องกันและรักษาโรคหวัด ลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือด ป้องกันโรคหัวใจ ลดอาการท้องผูก ใช้เป็นสารยับยั้งการก่อมะเร็ง แก้ปัญหาผมหลุดร่วง ช่วยรักษาสิว นอกจากนี้ผู้ที่กินกระเทียมบ่อย ๆ ยังช่วยลดการสะสมของไขมันในเลือด อีกทั้งมีส่วนช่วยให้ควบคุมน้ำหนักได้ด้วย

เราไม่ควรมองข้ามพืชผักสมุนไพรในบ้านเหล่านี้ เนื่องจากอุดมไปด้วยสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายและยังมีส่วนช่วยยับยั้งอาการเจ็บป่วยเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างเช่น อาการหวัดหรือท้องอืด ท้องเฟ้อ ได้ทั้งความอร่อยและสุขภาพดีไปพร้อมกัน

ยูโรเปี้ยน ซูเปอร์ลีกคืออะไร ทำไมบาร์โตเมว ถึงอยากให้บาร์ซ่าเข้าร่วมการแข่งขัน?

ยูโรเปี้ยน ซูเปอร์ลีกคืออะไร ทำไมบาร์โตเมว ถึงอยากให้บาร์ซ่าเข้าร่วมการแข่งขัน?

แฟนฟุตบอลหลายคนคงทราบแล้วว่า โจเซฟ มาเรีย บาร์โตเมว (Josep Maria Bartomeu) บิ๊กบอสของ บาร์เซโลนา ยักษ์ใหญ่แห่งศึก ลา ลิกา สเปน ได้ประกาศลาออกจากตำแหน่งประธานบริหารของสโมสรตามเสียงเรียกร้องของแฟนบอลเป็นที่เรียบร้อยแล้วเมื่อปลายเดือนตุลาคมที่ผ่านมา หลังจากที่อดีตผู้บริหารวัย 57 ปี บริหารทีมได้อย่างย่ำแย่ตลอดหลายปีที่ผ่านมา แถมยังมีปัญหาไม่ลงรอยกับซูเปอร์สตาร์เบอร์ 1 ของทีมอย่าง ลีโอเนล เมสซี่ (Lionel Messi) อีกต่างหาก เมื่อทนกระแสวิจารณ์และกดดันที่มาจากรอบทิศทางไม่ไหว บาร์โตเมว จึงไม่มีทางเลือกนอกจากประกาศสละเก้าอี้ประธานสโมสร แต่ก็ยังไม่ทิ้งลายผู้บริหารเจ้าปัญหาไว้ให้แฟนบอลเจ้าบุญทุ่มได้ปวดหัวกันเล่น ๆ ด้วยการตอบตกลงพาบาร์เซโลนาเข้าร่วมรายการ ยูโรเปี้ยน ซูเปอร์ลีก (European Super League) ที่มีข่าวว่าจะจัดการแข่งขันขึ้นในเร็ว ๆ นี้ นั่นทำให้แฟนบอลหลายคนถึงกับงงเป็นไก่ตาแตกว่ารายการ ยูโรเปี้ยน ซูเปอร์ลีก มันคือทัวร์นาเมนต์อะไร ต่างจากทัวร์นาเมนต์อันดับหนึ่งของโลกอย่าง ยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก ยังไง? วันนี้เราจะมาหาคำตอบกัน

ยูโรเปี้ยน ซูเปอร์ลีก (European Super League) อธิบายง่าย ๆ คือ ทัวร์นาเมนต์ที่จะรวมเอาบรรดาสโมสรยักษ์ใหญ่ระดับแถวหน้าของยุโรป (และของโลก) มาอยู่ในรายการเดียวกัน ถ้าถามว่ายิ่งใหญ่แค่ไหน ก็ลองจินตนาการถึงรายการที่มีทั้ง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด, ลิเวอร์พูล, แมนเชสเตอร์ ซิตี้, เรอัล มาดริด, บาร์เซโลนา, บาร์เยิร์น มิวนิค, เปแอสเช, ยูเวนตุส ฯลฯ แค่เห็นชื่อก็รับประกันถึงความยิ่งใหญ่ได้แล้ว แต่เดี๋ยวก่อน ถ้าแบบนี้มันจะต่างจากรายการ ยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก (UEFA Champions League) ที่เตะกันทุกปียังไง? คำตอบก็คือ จริง ๆ แทบไม่ต่างกัน เพียงแต่ ยูโรเปี้ยน ซูเปอร์ลีก เป็นการรวมหัวของบรรดาสโมสรยักษ์ใหญ่ในยุโรปที่มองว่าตัวเองมักถูกเอาเปรียบเรื่องรายได้จาก สหภาพสมาคมฟุตบอลยุโรปหรืยูฟ่า (UEFA) เจ้าของรายการยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก มากเกินไป ไม่ว่าจะเป็น ส่วนแบ่งค่าลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสด, ส่วนแบ่งสปอนเซอร์, ส่วนแบ่งเงินรางวัล แม้แต่ส่วนแบ่งค่าตั๋วของผู้ชมในสนาม ซึ่งหลายสโมสรถูก ยูฟ่า ดูดเงินออกไปจนทำให้รายได้ไม่เข้าสู่สโมสรอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย

ดังนั้น บรรดาสโมสรยักษ์ใหญ่จึงเกิดแนวคิดที่ว่าจะรวมหัวกันไปตั้งรายการชิงเจ้ายุโรปของตัวเอง โดยไม่ง้อคนกลางอย่าง ยูฟ่า ถ้านึกภาพไม่ออกก็ลองจินตนาการถึงรายการ ยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก ที่ไม่มียอดสโมสรจาก 5 ลีกใหญ่ของยุโรปดูสิ คงจะหมดสนุกไปเลย ซึ่งทาง ยูฟ่า ก็รู้ถึงความร้ายแรงของปัญหานี้ จึงพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อขัดขวางไม่ให้บรรดาบิ๊กแห่งโลกลูกหนังถอนตัวจากรายการ ยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก มาหลายปี แต่อยู่ ๆ บาร์โตเมว ก็มาประกาศว่า บาร์เซโลนา จะเข้าร่วมรายการ ยูโรเปี้ยน ซูเปอร์ลีก ก่อนจะลาออกจากตำแหน่งประธานเจ้าบุญทุ่มแค่ไม่กี่วัน ทิ้งระเบิดลูกใหญ่ไว้ให้ผู้บริหารชุดใหม่ซะอย่างนั้น แบบนี้ไม่เรียกว่าแสบแล้วจะเรียกว่าอะไร

เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับโรคกรดไหลย้อน

เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับโรคกรดไหลย้อน

โรคกรดไหลย้อนเป็นโรคในระบบทางเดินอาหารที่บั่นทอนสุขภาพและทำให้เสียค่าใช้จ่ายในการดูแลอย่างมากได้ ทั้งยังเป็นโรคที่พบได้บ่อยมากขึ้นในกลุ่มวัยทำงาน เราจึงรวบรวมข้อมูลที่น่าสนใจมาฝากกัน ดังนี้

สาเหตุของโรคกรดไหลย้อน

  • การหย่อนหลวมตัวของกล้ามเนื้อหูรูดเหนือกระเพาะอาหาร
    เป็นสาเหตุในกลุ่มผู้สูงอายุที่ร่างกายมีความเสื่อมตามธรรมชาติ เมื่อกระเพาะอาหารบีบตัวจึงทำให้กรดในกระเพาะไหลย้อนขึ้นมาในหลอดอาหารได้ง่าย ทั้งนี้พบว่ามีปัจจัยเสริมอื่น ๆ เช่น การสูบบุหรี่และดื่มแอลกอฮอล์ในชีวิตประจำวันมานานนับสิบปี ก็ทำให้กล้ามเนื้อหูรูดหย่อนตัวลงเร็วขึ้นด้วย
  • การทำงานกระเพาะอาหารบกพร่อง
    เมื่อกระเพาะอาหารมีการบีบตัวไล่อาหารช้าลง จะทำให้หลังการรับประทานอาการแต่ละมื้อมีระดับความดันอัดแน่นสูงขึ้นจากอาหาร เครื่องดื่มและน้ำย่อยที่หลั่งออกมา จึงทำให้เกิดการซึมและดันของเหลวขึ้นไปตามหลอดอาหารง่ายกว่าปกติ
  • หลอดอาหารบีบตัวไล่อาหารช้า
    กล้ามเนื้อเล็ก ๆ ภายในหลอดอาหารมีความสามารถในการบีบไล่อาหารลงไปในกระเพาะได้ หากกล้ามเนื้อเหล่านี้ทำงานผิดปกติ จะทำให้มีอาหารและของเหลวตกค้างปริมาณมากในหลอดอาหาร เมื่อกระเพาะอาหารและลำไส้บีบตัว จึงเกิดแรงดันให้ขึ้นมาในช่องปากได้ง่าย

วิธีการลดความเสี่ยงของโรคกรดไหลย้อน

  • เลิกสูบบุหรี่และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพราะทำให้กล้ามเนื้อในระบบทางเดินอาหารทำงานผิดปกติและทำให้มีการสร้างกรดในกระเพาะมากขึ้น
  • ลดน้ำหนัก เพราะภาวะน้ำหนักเกินหรือเป็นโรคอ้วน สัมพันธ์กับความถี่ในการเป็นโรคกรดไหลย้อน
  • หลีกเลี่ยงท่าออกกำลังกายที่ต้องมีการก้มศีรษะ โดยเฉพาะช่วงหลังการรับประทานอาหาร เพราะทำให้ของเหลวไหลย้อนขึ้นด้านบนง่าย
  • นอนหมอนสูง เพื่อให้ทิศทางการไหลของกรดและอาหารในกระเพาะลงสู่ลำไส้ได้ดีขึ้น โดยเฉพาะคนสูงวัยที่กล้ามเนื้อหูรูดเหนือกระเพาะหย่อนยานตามวัย
  • รับประทานอาหารมื้อละน้อย ๆ เพื่อลดแรงดันภายในกระเพาะและทำให้ระบบย่อยทำงานได้ง่ายขึ้น

วิธีการสังเกตและรักษา

  • หากมีอาการแสบร้อนภายในหน้าอก แสบในลำคอ เรอบ่อยพร้อมมีกลิ่นเหม็นเปรี้ยว ไอและมีเสียงแหบเรื้อรัง อาจเกิดจากภาวะกรดไหลย้อนได้ ควรรีบปรึกษาแพทย์เพื่อใช้อุปกรณ์ส่องกล้องเข้าไปในระบบทางเดินอาหาร และใช้เครื่องมือวัดความเป็นกรดเป็นด่างของของเหลวในหลอดอาหารด้วย
  • หากพบว่าเกิดจากโรคกรดไหลย้อน จะต้องรับประทานยาต่อเนื่องหลายเดือน เพื่อปรับสภาพเป็นกรดด่างในทางเดินอาหาร ควบคู่กับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมความเสี่ยงต่าง ๆ ที่กล่าวมาแล้ว

โรคกรดไหลย้อนสร้างผลเสียต่อสุขภาพร่างกายและอาจเป็นที่มาของโรคมะเร็งในระบบทางเดินอาหารได้ เราหวังว่าบทความนี้จะทำให้ทุกท่านใส่ใจสุขภาพของตัวเองและสังเกตความผิดปกติ เพื่อดำเนินการรักษาที่สาเหตุตั้งแต่เนิ่น ๆ

วิธีหารายได้สไตล์คนรุ่นใหม่ 2020

วิธีหารายได้สไตล์คนรุ่นใหม่ 2020

ในปัจจุบันการหารายได้ของคนรุ่นใหม่มีหลากหลายวิธี ไม่จำเป็นต้องทำงานประจำในออฟฟิศเท่านั้น สามารถหาเงินผ่านระบบออนไลน์หรือทำงานจากที่บ้านได้แล้ว

เรามาดูกันว่า มีงานอะไรที่คนรุ่นใหม่นิยมทำหารายได้กันบ้าง

  1. เป็นยูทูปเบอร์

การมีรายได้หลักหมื่นถึงแสนจาก YouTube เป็นเรื่องไม่ยากเกินไป เพียงนำเสนอคลิปวิดีโอที่มีเนื้อหาน่าสนใจอย่างต่อเนื่อง เช่น การไลฟ์สดขายของออนไลน์ การเต้นหรือร้องเพลง การแคสต์เกมส์ การรีวิวหนังที่กำลังเข้าโรง หรือซีรีส์เกาหลีที่คนนิยม ฯลฯ จนมีผู้ติดตามมากกว่า 1 พันคน และทำตามกติกาของช่อง YouTube ก็จะทำให้มีรายได้เข้ามาตามจำนวนยอดรับชม แถมยังมีโอกาสได้รับงานจากสปอนเซอร์เป็นระยะอีกด้วย

  1. เป็นฟรีแลนซ์เขียนบทความ

การเขียนบทความเป็นที่นิยมมากในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นการเขียนเรื่องสั้น การ์ตูน ข่าวสารด้านการลงทุน เศรษฐกิจ การเมือง หรือผลิตบทความตามแนว SEO เพื่อจำหน่ายให้กับเว็บไซต์ธุรกิจต่าง ๆ เพื่อเพิ่มอันดับการสืบค้นให้ดีขึ้น โดยจะมีรายได้ตามหลักเกณฑ์ของแต่ละแพลตฟอร์ม และได้เงินจากการขายบทความแต่ละชิ้นหลักร้อยถึงพันบาทขึ้นไป หากถนัดภาษาต่างประเทศ เช่น อังกฤษ จีน ญี่ปุ่น ก็จะยิ่งได้ค่าตอบแทนที่แพงขึ้นด้วย

  1. ขายเสื้อผ้าสกรีนลาย

คนรุ่นใหม่มีไอเดียนอกกรอบและมีความสามารถในการใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ เพื่อทำกราฟิกและสกรีนลวดลายลงบนเสื้อผ้า จึงมีโอกาสที่จะสร้างรายได้ไม่จำกัด เพียงเปิดเว็บไซต์เพื่อการจำหน่าย และมีสินค้าใหม่ ๆ นำเสนอตลอด ก็จะได้รับความนิยมจากลูกค้าทั้งในไทยและต่างประเทศได้

  1. ทำขนมเบเกอรี่ตามสั่ง

การทำเบเกอรี่เค้กขนมปังเป็นอีกงานอดิเรกหนึ่งที่คนรุ่นใหม่นิยม ลงทุนใช้อุปกรณ์ไม่เยอะ แต่สามารถทำเป็นอาหารที่คนไทยนิยมรับประทานได้ตลอดทั้งปี โดยเฉพาะช่วงเทศกาล เช่น ปีใหม่ วันเกิด วันวาเลนไทน์ ฯลฯ เพียงมีเพจใน facebook ก็สามารถรับออเดอร์ได้ตลอด 24 ชั่วโมง โดยไม่จำเป็นต้องมีหน้าร้านด้วย

  1. เป็นแอดมินเพจในเฟซบุ๊ก

คนที่ชอบปฏิสัมพันธ์กับผู้คน มีความรับผิดชอบ และรักการขายของ โดยไม่อยากลงทุนด้วยตัวเอง สามารถสมัครเป็นแอดมินดูแลเพจให้แบรนด์ต่าง ๆ ที่มีเปิดรับสมัครตลอดทั้งปี จะมีรายได้ไม่ต่ำกว่าผู้จบปริญญาตรีเลย และยังได้ประสบการณ์ต่อยอดสำหรับการทำธุรกิจตัวเองในอนาคตได้ด้วย

จะเห็นได้ว่าวิธีการหารายได้ของวัยรุ่นยุคใหม่มีหลายช่องทาง เพียงเลือกทำงานที่ชอบด้วยความตั้งใจ แม้จะมีอุปสรรคก็ไม่ท้อแท้ จะทำให้ได้ทั้งประสบการณ์ที่หาไม่ได้จากในห้องเรียนและยังมีรายได้สร้างความภาคภูมิใจให้แก่ตัวเองได้หลักหมื่นถึงแสนบาทต่อเดือนเลยทีเดียว

รับประทานผักดิบชนิดไหน อันตรายต่อสุขภาพ

รับประทานผักดิบชนิดไหน อันตรายต่อสุขภาพ

ผักเป็นเป็นหนึ่งในอาหาร 5 หมู่ตามหลักโภชนาการ ที่ทำให้ร่างกายได้รับเส้นใยไฟเบอร์ ลดความเสี่ยงการเป็นโรคท้องผูก ริดสีดวงทวารหนักและมะเร็งในระบบทางเดินอาหาร และยังช่วยในการควบคุมน้ำหนักได้ดีขึ้น โดยส่วนใหญ่แล้ว นักวิชาการจะแนะนำให้รับประทานผักสด เพราะจะทำให้ได้รับคุณค่าทางอาหารครบถ้วน แต่ก็มีผักบางชนิดที่ไม่ควรรับประทานแบบดิบ ๆ ควรผ่านกระบวนการทําความร้อนก่อน เช่น ต้ม นึ่ง ผัก ทอด ฯลฯ

ถั่วงอก

ถั่วงอกเป็นผักที่นิยมรับประทานแกล้มกับก๋วยเตี๋ยวเรือ ผัดไท หอยทอด ฯลฯ ซึ่งคนไทยนิยมรับประทานเป็นประจำ ในถั่วงอกดิบนั้นมีสารไฟเตท phytateในปริมาณที่สูง มีฤทธิ์ไปยับยั้งการดูดซึมแร่ธาตุที่จำเป็นต่อร่างกายหลายชนิด โดยเฉพาะแคลเซียม ที่จำเป็นต่อการสร้างความแข็งแรงในกระดูกและการรักษาสมดุลของระบบเลือด จึงควรทำสุกก่อนรับประทาน นอกจากนี้ จากการสุ่มตรวจของกระทรวงสาธารณสุขไทย พบว่าในถั่วงอกดิบมีสารฟอกขาวปนเปื้อนในปริมาณสูง เนื่องจากมีความนิยมเลือกซื้อถั่วงอกขาวมาก ๆ เพราะน่ารับประทาน ดังนั้น จึงแนะนำให้ทำสุกเสมอก่อนการบริโภค

หน่อไม้

ในหน่อไม้ดิบมีสารไซยาไนด์ หากรับประทานเข้าไปจะมีผลต่อระบบเลือด รบกวนสมดุลการแลกเปลี่ยนก๊าซออกซิเจนได้ วิธีป้องกันไม่ให้ร่างกายได้รับพิษของสารไซยาไนด์ คือ การต้มหน่อไม้ในน้ำเดือดอย่างน้อย 10 นาที ก่อนรับประทานเสมอ นอกจากนี้ยังพบว่า ผู้ที่นิยมรับประทานหน่อไม้ดองในเมนูอาหารต่าง ๆ เช่น ซุปหน่อไม้ แกงหน่อไม้ ฯลฯ อาจได้รับสารที่ทำให้เสี่ยงต่อภาวะกล้ามเนื้ออ่อนแรงด้วย

มันสำปะหลัง

มันสำปะหลัง

ในมันสำปะหลังดิบมีสารที่เป็นพิษต่อร่างกาย ชื่อ ลินามาริน มีฤทธิ์อันตรายในการยับยั้งกระบวนการทำงานของไมโทคอนเดรีย แหล่งสร้างพลังงานที่อยู่ภายในเซลล์ร่างกาย หากได้รับในปริมาณสูง ก็อาจทำให้เสียชีวิตได้ จึงต้องนำมาแปรรูปทำให้สุกก่อนรับประทานเสมอ

กะหล่ำปลี

ตามร้านอาหารและในครัวเรือน นิยมใช้กะหล่ำปลีแบบดิบแต่งจานอาหาร และทำเป็นผักสลัดมากที่สุดชนิดหนึ่ง แต่ตามหลักโภชนาการ ขอแนะนำว่าควรทำให้สุกก่อนรับประทาน เพราะในกะหล่ำปลีดิบมีสารอันตรายที่ชื่อว่า goitrogen ซึ่งมีฤทธิ์ยับยั้งการดูดซึมแร่ธาตุสำคัญอย่างไอโอดีน ที่จำเป็นต่อการสร้างฮอร์โมนจากต่อมไทรอยด์ ดังนั้น หากรับประทานกะหล่ำปลีดิบเป็นประจำ จะทำให้เสี่ยงต่อการเป็นโรคคอพอกได้

จะเห็นได้ว่า มีผักอยู่หลายชนิดที่เรารับประทานในชีวิตประจำวัน ที่เราอาจมองข้ามอันตรายว่ามีสารที่ทำร้ายร่างกายเราได้หากรับประทานแบบดิบ ๆ เราหวังว่าบทความนี้จะเป็นตัวกระตุ้นให้ทุกท่านตระหนักถึงความสำคัญของการศึกษาข้อมูลด้านอาหารและโภชนาการที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ เพื่อตัวเองและคนในครอบครัวมากขึ้น อย่ามัวแต่ดูผลบอลเมื่อคืน บอลเมื่อคืน ดูหนัง จนเพลินแล้วมองข้ามสุขภาพ

โรคนอนไม่หลับ ปัญหาสุขภาพที่คนยุคใหม่ต้องรู้จัก

โรคนอนไม่หลับ ปัญหาสุขภาพที่คนยุคใหม่ต้องรู้จัก

ในปัจจุบัน หากสังเกตจะพบว่าคนรอบตัวจำนวนไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็นวัยรุ่นหรือวัยทำงาน บ่นถึงปัญหานอนไม่หลับกันมากขึ้น ซึ่งในทางการแพทย์แล้ว ปัญหานอนไม่หลับ หรือ insomnia หมายถึง การมีชั่วโมงนอนที่น้อยเกินไป ส่งผลต่อคุณภาพการนอนหลับที่แย่ลงหรือหลับไม่สนิท ทำให้ตื่นขึ้นมาแล้วมีอาการอ่อนเพลีย หรือบางกรณีเกิดจากการปรับเปลี่ยนเวลา เช่น ผู้ที่ต้องเดินทางไปต่างประเทศ แล้วเกิดภาวะเจ็ตแล็ก เนื่องจากเวลา time zone ของแต่ละประเทศไม่เท่ากัน ก็เป็นไปได้

อาการนอนไม่หลับ หากเกิดจากผลกระทบรอบตัว เช่น ความเครียดจากการต้องทำงานหนัก หรือการต้องเผชิญกับปัญหาที่ยังแก้ไขไม่ได้ การทะเลาะเบาะแว้งกับเพื่อนร่วมงานหากเป็นวัยเรียนก็มีความเครียดจากการต้องสอบแข่งขัน ฯลฯ จะทำให้มีอาการนอนไม่หลับชั่วคราวหรือที่เรียกว่า adjustment insomnia ซึ่งหากภาวะดังกล่าวได้ถูกแก้ไข ก็ทำให้กลับมานอนหลับได้ดีดังเดิม

ส่วนอาการนอนไม่หลับอีกประเภทหนึ่งที่พบได้บ่อยมากขึ้น คืออาการนอนไม่หลับแบบเรื้อรัง หรือ chronic insomnia นับจากระยะเวลาของคืนที่นอนไม่หลับ จะต่อเนื่องมากกว่า 30 วัน ซึ่งจะมีผลโดยตรงต่อสมองคือ การหลั่งสารเคมีในสมองเสียสมดุล เช่น ผู้ที่ทำงานเป็นนักบิน แอร์โฮสเตส หรือนักธุรกิจที่ต้องเดินทางไปต่างประเทศบ่อย ๆ จนมีช่วงเวลากลางวันกลางคืนที่สลับกัน จนร่างกายไม่สามารถที่จะปรับตัวได้ หรืออยู่ในภาวะสะเทือนใจอย่างรุนแรง เช่น บิดามารดาเสียชีวิต อกหักจากคนรัก นอกจากนี้ ยังเกิดจากการใช้ยาบางอย่างในการรักษาโรคอื่นได้ด้วย เช่น ผู้ที่ใช้ยารักษาโรคซึมเศร้า ยาความดันโลหิตสูง ฯลฯ

โรคนอนไม่หลับจะทำให้มีความอ่อนเพลียในช่วงกลางวันมากขึ้น หากขับรถเองจะเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุรถชนจากการหลับในได้ ขณะเดียวกันก็ยังส่งผลต่อประสิทธิภาพในการทำงานที่ลดน้อยลง ขาดสมาธิ หงุดหงิดโมโหคนรอบข้างง่าย ส่งผลต่อความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงาน เจ้านาย ลูกน้อง ตลอดจนลูกค้าที่คุณติดต่องานด้วย

การรักษาปัญหานอนไม่หลับ หากอาการเป็นเพียงเล็กน้อย ให้ใช้การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เช่น นอนในห้องปิดไฟสนิท ไม่มีเสียงดังรบกวน ลองเปิดเพลงเบา ๆ คลอก่อนนอน ใช้น้ำหอมกลิ่นอ่อนที่ช่วยให้นอนหลับง่าย เช่น กลิ่นมะลิ กลิ่นลาเวนเดอร์เป็นต้น หากทำตามวิธีที่กล่าวมาแล้ว ยังไม่สามารถแก้ไขปัญหานอนไม่หลับได้ อาจจะต้องพบแพทย์เพื่อปรึกษาหรือตรวจร่างกายโดยละเอียดเพื่อหาสาเหตุที่ชัดเจน

เราหวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์ หากคุณเป็นคนหนึ่งหรือมีคนรอบตัวที่กำลังประสบปัญหานี้ เมื่อทราบรายละเอียดของโรคนอนไม่หลับดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น จะได้ดูแลสุขภาพตัวเองและคนรอบข้างได้ดีขึ้นต่อไป

คอลลาเจนไดเปปไทด์กับไตรเปปไทด์ แตกต่างกันอย่างไร

คอลลาเจนไดเปปไทด์กับไตรเปปไทด์ แตกต่างกันอย่างไร

คอลลาเจน (Collagen) เป็นองค์ประกอบสำคัญที่ช่วยให้ร่างกายมีความยืดหยุ่น ทำให้ผิวพรรณแลดูเต่งตึง ชุ่มชื้น และมีชีวิตชีวา แต่เมื่ออายุมากขึ้นร่างกายคนเรากลับผลิตคอลลาเจนได้น้อยลง จึงเป็นที่มาของนวัตกรรมอาหารเสริมคอลลาเจนเพื่อสุขภาพที่มีให้เห็นอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน โดยวันนี้เราจะพาคุณไปทำความรู้จักกับคอลลาเจนที่สำคัญต่อร่างกายสองชนิดด้วยกัน ได้แก่ คอลลาเจนไดเปปไทด์ และคอลลาเจนไตรเปปไทด์ ซึ่งมีประโยชน์ต่อร่างกายอย่างน่าสนใจ

คอลลาเจน (Collagen) เป็นเส้นใยโปรตีนที่มากถึง 1 ใน 3 ส่วนของร่างกายคนเรา ประกอบไปด้วยกรดอะมิโนหลายชนิด พบมากในผิวหนัง เส้นผม กระดูก เล็บ ข้อต่อ และเส้นเอ็น ช่วยให้เกิดความยืดหยุ่นและชุ่มชื้นในส่วนต่าง ๆ โดยปกติแล้วคอลลาเจนจะถูกสังเคราะห์โดยกรดอะมิโนที่ร่างกายได้รับจากรับประทานสารอาหารชนิดต่าง ๆ โดยเฉพาะอาหารที่มีวิตามินซี แต่หากร่างกายมีปริมาณวิตามิน C ไม่เพียงพอ การสังเคราะห์คอลลาเจนก็อาจจะไม่สมบูรณ์

ดังนั้น จะสังเกตุได้ว่าเมื่อร่างกายขาดคอลลาเจน ผิวพรรณจะเหี่ยวย่น แห้งกร้าน ผมหงอกเร็ว ขาดหลุดร่วง รวมถึงอาการปวดเมื่อยหลัง ไหล่ เอ็นและข้อต่อตามร่างกาย ซึ่งในปัจจุบันเราสามารถเพิ่มคอลลาเจนให้กับร่างกายได้โดยการรับประทานอาหารที่มีปริมาณคอลลาเจนสูง เช่น ปลาทะเล ไข่ ผักใบเขียว และผลไม้อย่าง อะโวคาโด มะกอก มะเขือเทศ ถั่ว เป็นต้น คอลลาเจนแบ่งออกเป็น 3 ชนิด ได้แก่ 1. คอลลาเจนเปปไทด์ มีโมเลกุลใหญ่กว่า 300,000 ดาลตัน 2.คอลลาเจนไตรเปปไทด์ เป็นคอลลาเจนที่ผ่านกระบวนย่อยจนเหลือกรดอะมิโน 3 ตัวเรียงกันมีขนาดโมเลกุลเฉลี่ย 500-1000 ดาลตัน มีความสามารถในการดูดซึมได้ในระดับปานกลาง และ 3.คอลลาเจนไดเปปไทด์ เป็นคอลลาเจนที่ผ่านกระบวนการย่อยโดยเอนไซม์ จนเหลือกรดอะมิโน 2 ตัวเรียงกัน มีโมเลกุลขนาดเล็กเพียง 200 ดาลตัล จึงทำให้มีประสิทธิภาพในการดูดซึมได้อย่างรวดเร็วและมากกว่าคอลลาเจนชนิดอื่น ๆ

ด้วยคุณสมบัติพิเศษของคอลลาเจนไดเปปไทด์ (Collagen Dipeptide) ซึ่งมีโมเลกุลเฉลี่ยเล็กมาก จึงไม่ถูกย่อยสลายในกระเพาะอาหาร แต่จะถูกดูดซึมผ่านผนังลำไส้เล็กและเข้าสู่กระแสเลือด ทำหน้าที่ช่วยกระตุ้นการสร้างและซ่อมแซมเซลล์ผิวหนัง ตลอดจนช่วยยับยั้งการเสื่อมของเซลล์คอนโดไซด์ (Chondrocytes) ซึ่งทำหน้าที่สร้างกระดูกอ่อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่วนคอลลาเจนไตรเปปไทด์(Collagen Tripeptide) นั้น แม้ว่าจะมีโมเลกุลขนาดใหญ่กว่าคอลลาเจนไดเปปไทด์ แต่ก็มีประสิทธิภาพในการซ่อมแซม ฟื้นฟูและบำรุงส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย เช่น บำรุงรากผมให้แข็งแรง บำรุงผิวพรรรณให้แลดูเต่งตึง ช่วยเสริมสร้างกระดูกข้อข้อต่อและเอ็นให้แข็งแรง พร้อมทั้งช่วยปกป้องผิวจากรังสี UVA และ UVB ได้อย่างมีประสิทธิภาพเช่นเดียวกัน ต่างกันเพียงขนาดของโมเลกุลใหญ่กว่าคอลลาเจนไดเปปไทด์ จึงทำให้การดูดซึมช้ากว่าเท่านั้น

แต่อย่างไรก็ตาม คอลลาเจนจะทำหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เมื่อรับประทานร่วมกับอาหารหรือผักผลไม้ที่มีวิตามินซี เพราะวิตามินซี มีสารต้านอนุมูลอิสระ ละลายในน้ำได้ จึงช่วยให้ร่างกายดูดซึมสารอาหารได้เร็วขึ้น ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการซ่อมแซมเนื้อเยื่อ การปรับโครงสร้างผิวหนังให้แข็งแรง และป้องกันการเสื่อมของกระดูกอ่อนในข้อต่อได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ปรับเปลี่ยนการใช้ชีวิตอย่างไร เพื่อสุขภาพที่ดีกว่า

ปรับเปลี่ยนการใช้ชีวิตอย่างไร เพื่อสุขภาพที่ดีกว่า

ไม่ว่าเราจะมีบทบาทหรือหน้าที่ใด ๆ ในชีวิตประจำวันก็ตาม แต่มีสิ่งหนึ่งที่ทุก ๆ คนไม่ควรที่จะละเลยก็คือ สุขภาพของตนเอง แม้จะดูเหมือนเป็นเรื่องง่าย แต่เชื่อเลยว่าต้องมีคนจำนวนไม่น้อยที่ปล่อยปละละเลยสุขภาพของตนเองอยู่เป็นประจำ รวมถึงในบางครั้งก็ทำร้ายสุขภาพไปโดยที่ไม่รู้ตัวด้วย เช่นนั้นแล้ว การปรับเปลี่ยนการใช้ชีวิตประจำวันเพื่อตอบโจทย์สุขภาพที่ดีจึงเป็นสิ่งมีความจำเป็นอย่างมาก ควรที่จะเริ่มต้นอย่างเร็วที่สุดเพื่อหยุดยั้งปัญหาสุขภาพที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

ไลฟ์สไตล์ของคนส่วนใหญ่ในการทำงานหรือวันหยุดพักผ่อน มักจะเป็นการนั่งทำงานอยู่กับที่ มีการเคลื่อนไหวน้อย มีกิจกรรมทางกายที่ลดลง มักจะใช้เวลาอยู่ที่หน้าจอมือถือหรือหน้าจอคอมพิวเตอร์กันเป็นส่วนใหญ่ แถมหลังจากทำกิจกรรมพวกนี้แล้ว ก็ไม่ได้มีการเพิ่มกิจกรรมทางกายอื่น ๆ อย่างการเดิน การวิ่ง การออกกำลังกาย การปั่นจักรยาน ทำงานบ้าน เป็นต้น ยิ่งทำให้มีโอกาสที่จะเกิดโรคต่าง ๆ ดังต่อไปนี้ ไม่ว่าจะเป็น โรคเบาหวาน โรคไขมันในเส้นเลือดสูง โรคอ้วน โรคหัวใจและหลอดเลือดต่าง ๆ เป็นต้น สาเหตุส่วนหนึ่งก็เนื่องมาจากการที่เราได้รับอาหารต่าง ๆ เข้ามาแต่ไม่ได้ใช้พลังงานที่จะทำให้เกิดการเผาผลาญอาหารอย่างเหมาะสม เมื่อสะสมไปนาน ๆ ก็ทำให้เกิดโรคอ้วนได้ไม่ยาก ดังนั้นเราจึงควรที่จะเพิ่มกิจกรรมทางกายให้มากยิ่งขึ้น อย่างการออกกำลังกายอย่างน้อยวันละ 30-45 นาที เป็นระยะเวลา 5-7 วันต่อสัปดาห์ หรือเพิ่มระยะทางการเดินในแต่ละวันให้มากขึ้น เปลี่ยนท่าทางอิริยาบถบ่อย ๆ ลดระยะเวลาการดูหนัง เสพความบันเทิงในโซเชียลมีเดียมาทำกิจกรรมอย่างอื่น อย่างเช่นการความสะอาดบ้าน การทำสวน รดน้ำต้นไม้ เป็นต้น

นอกจากนี้แล้วการรับประทานอาหารตามใจปาก โดยเป็นอาหารที่มีไขมันหรือคอเลสเตอรอลสูงอย่าง ไข่นกกระทา ปลาหมึกกระดอง ไข่แดง ตับหมู ก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่ส่งเสริมให้เกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบได้ เพราะไขมันสามารถที่ไปเกาะหรือสะสมอยู่ที่ผนังหลอดเลือด ทำให้หลอดเลือดไม่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและสามารถส่งผลให้เกิดโรคร้ายแรงตามมาได้ อย่างหัวใจขาดเลือด โรคหลอดเลือดสมอง เป็นต้น ดังนั้นการเลือกทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายอย่างผักใบเขียว ธัญพืชต่าง ๆ ลดกระบวนการที่ใช้น้ำมันในการปรุงอาหารหรือวัตถุดิบที่มีคอเลสเตอรอลสูงก็เป็นทางเลือกที่ดี

ถ้าหากว่าเราปรับเปลี่ยนพฤติกรรมทางกายและพฤติกรรมการบริโภคให้มีความเหมาะสมตั้งแต่ในตอนนี้ ในอนาคตข้างหน้านั้นนอกจากเราจะมีสุขภาพกายที่ดี แข็งแรง ปราศจากโรคภัยต่าง ๆ แล้ว ก็ยังจะมีสุขภาพใจที่ดีอีกด้วย

4 วิธีคิดที่จะทำให้คุณประสบความสำเร็จในการทำงาน

4 วิธีคิดที่จะทำให้คุณประสบความสำเร็จในการทำงาน

เมื่อถึงวัยทำงานแล้ว ความสำเร็จในการทำงานคือเป้าหมายที่ทุกคนต้องไปให้ถึง ไม่ว่าจะได้เลื่อนตำแหน่ง ได้รับการชมเชยจากหัวหน้างาน ได้รายได้ตอบแทนที่เพิ่มขึ้น ได้รับงานที่ใหญ่ขึ้น ได้รับความไว้วางใจจากเจ้านาย ซึ่งการที่จะประสบความสำเร็จในการทำงานได้นั้นมีหลายปัจจัยมาเกี่ยวข้อง ซึ่งวันนี้เราจะมาพูดถึง 4 วิธีคิดที่จะช่วยให้คุณประสบความสำเร็จในการทำงานได้อย่างแน่นอน

1.เป้าหมายมีไว้พุ่งชน

อย่างแรกก่อนที่จะเริ่มต้นทำอะไรก็ตาม ที่คุณควรมีคือ เป้าหมาย ซึ่งคุณควรตั้งเป้าหมายไว้ก่อน เช่น คุณอยากเป็นหัวหน้าก่อนอายุเท่าไหร่ จะทำงานเก็บประสบการณ์ในส่วนนี้เพื่อที่จะไปต่อยอดอีกกี่ปี คุณจะต้องมีเงินเก็บจากงานก่อนเกษียณเท่าไหร่ เป็นต้น ซึ่งเมื่อคุณมีเป้าหมายและเป็นเป้าหมายที่ชัดเจนแล้ว คุณก็จะมีทิศทางที่ชัดเจนและมีกำลังใจในการทำงาน เพราะรู้ว่ากำลังทำอะไรและจะไปที่ไหน

2.พัฒนาตัวเองตลอดเวลา

คุณไม่ควรหยุดนิ่งอยู่กับที่ เพราะเมื่อไหร่ที่คุณหยุดนิ่งอยู่กับที่ จะมีคนมาแซงหน้าคุณตลอดเวลา คุณควรจะศึกษาหาความรู้ใหม่ ๆ ตลอดเวลา เช่น ฝึกใช้เทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่เกี่ยวข้องกับงาน เพิ่มความรู้ทางภาษา ประชุมสัมมนาเพื่อเพิ่มความรู้เกี่ยวกับสายงานตัวเอง เพื่อช่วยให้คุณเข้าใจในงานมากที่สุด เพิ่มโอกาสในการทำงาน ช่วยในการมองหางานใหม่ที่ดีขึ้น ไม่จำกัดขีดความสามารถของตัวเอง โดยความรู้ความชำนาญที่เพิ่มขึ้น จะช่วยเพิ่มจุดเด่นและพรางจุดด้อยที่คุณไม่ถนัดได้อีกด้วย

3.ภาวะผู้นำ

คนเราควรมีภาวะผู้นำ เพื่อให้เกิดการทำงานที่ราบรื่นยิ่งขึ้น มีการออกความเห็น มีการคิดนอกกรอบ เมื่อได้รับมอบหมายงานมา คุณควรเผื่อและนำหน้าไปก่อน เพื่อเตรียมพร้อมในทุกสภาพโอกาส ช่วยลดโอกาสการผิดพลาดให้น้อยลง เมื่อคุณคิดงานและทำงานไกลกว่าที่คุณได้รับคำสั่ง จะนำไปสู่ความประทับใจและเชื่อมั่นในตัวคุณเพิ่มขึ้น โอกาสก้าวหน้าก็มากขึ้นไปด้วย แต่ควรระวังไว้ด้วยสำหรับการทำล่วงหน้า ควรอยู่บนพื้นฐานของกาลเทศะและสถานการณ์

4.เรียนรู้อยู่กับปัจจุบัน

เรียนรู้ที่จะอยู่กับปัจจุบัน เมื่อเราไม่สามารถเลือกงานที่ฝันได้ ก็ควรที่จะอยู่กับปัจจุบัน รักในงานที่ทำอยู่ เมื่อเกิดความรักในสิ่งทำ ก็จะทำให้คุณทำออกมาได้ดีและมีความสุขในการทำงานทุกวัน เกิดความชำนาญและสร้างประสบการณ์ที่คุณสามารถนำไปต่อยอดได้อีกมากมาย และเมื่อคุณมีความสุขกับการทำงาน คุณจะสามารถไปถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้ได้เร็วขึ้น และทำงานได้ประสิทธิภาพมากขึ้นด้วย และที่สำคัญ คุณอาจจะค้นพบศักยภาพในตัวเองที่คุณไม่เคยรู้มาก่อนก็ได้
ไม่มีวิธีและทางลัดใดที่จะทำให้คุณประสบความสำเร็จในไม่กี่วัน เพราะฉะนั้นทุกวิธี ทุกการกระทำต้องตั้งอยู่บนความวิริยะอุตสาหะ ตั้งมั่น อดทน พยายาม ไม่ย่อท้อต่อทุกอุปสรรคที่เจอ ดังคำพูดที่ว่า “ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น”

เปิดเคล็ดลับช่วยบริหารสมองให้แล่นฉิวและจำแม่น

เปิดเคล็ดลับช่วยบริหารสมองให้แล่นฉิวและจำแม่น

การบริหารสมองและเติมอาหารที่จำเป็นให้กับสมอง เป็นกลไกคล้ายกับการที่เรารดน้ำ ปลูกต้นไม้ ใส่ปุ๋ย เพื่อให้เกิดความสมบูรณ์แข็งแรง สมองที่ถูกใช้งานอย่างหนัก ทั้งในช่วงที่ต้องเรียนหนังสือ ช่วงสอบ ช่วงการทำงานและวางแผนเรื่องต่าง ๆ

การบำรุงและให้อาหารสมองนั้นไม่จำเป็นต้องเป็นการอ่านหนังสือเพิ่มเติมหรือใส่ข้อมูลหนัก ๆ เพิ่มให้กับสมองเพียงอย่างเดียว แต่ยังครอบคลุมถึงการบริหารสมองให้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ จำเรื่องราวต่าง ๆ ได้อย่างแม่นยำผ่านเทคนิควิธีการง่าย ๆ ดังต่อไปนี้

เทคนิคง่าย ๆ ในการบริหารสมอง

การเล่นเกมส์ฝึกสมอง อย่าคิดว่าการเล่นเกมส์เป็นเรื่องเสียเวลาหรือไร้สาระ เพราะมีเกมส์หลายอย่างที่ช่วยพัฒนาสมองได้เป็นอย่างดี เช่น เกมส์คำศัพท์ แบบscrabble หรือเกมส์ที่ต้องใช้ความคิดและฝึกการวางแผนอย่างหมากฮอส Chess เป็นต้น สิ่งเหล่านี้จะช่วยพัฒนาทักษะความคิดให้ว่องไว เฉียบคม สร้างประโยชน์ได้จริงในชีวิตประจำวัน และยังเป็นเกมส์ที่หาเล่นได้ง่าย โดยเฉพาะในช่องทางออนไลน์ จึงควรแบ่งเวลามาเล่นเกมส์บ้าง เพื่อความผ่อนคลายและบริหารสมอง ที่สำคัญเกมส์เหล่านี้จะช่วยผู้สูงวัยได้มาก ในเรื่องการบริหารสมอง ทั้งยังลดความเสี่ยงจากโรคอัลไซเมอร์ได้ด้วย

ใช้ประโยชน์จากข้อมูลบนโลกออนไลน์ เพื่อพัฒนาสมอง ข้อมูลมากมายที่มีให้เราติดตามบนโลกออนไลน์ จะมีประโยชน์ต่อการพัฒนาสมองมากขึ้น หากลองเพิ่มความท้าทายเข้าไป เช่น เลือกอ่านเรื่องที่สนใจ แต่เปลี่ยนเป็นเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษแทน เพราะนอกจากจะได้เรื่องราวดี ๆ เพิ่มมุมมองในเรื่องต่าง ๆ ได้แล้ว ยังจะได้ทักษะภาษาอังกฤษให้สมองต้องคิดซับซ้อนเพิ่มขึ้นอีกด้วย

พูดคุยกับคนที่ฉลาดและรอบรู้มาก ๆ ไม่ว่าจะเป็นคนเก่ง และฉลาดทั่วไป หรือคนที่มีความฉลาดในด้านอารมณ์ ก็ล้วนแล้วแต่จะช่วยพัฒนาการใช้สมองและเพิ่มมุมมองในเรื่องต่าง ๆ ให้ดีขึ้น จึงควรหาโอกาสอยู่ใกล้ ๆ กับคนที่มีความฉลาดและรอบรู้จะทำให้สมองมีการพัฒนาต่อเนื่อง

จดบันทึกเป็นประจำ การจดบันทึก ถือเป็นสิ่งที่ช่วยด้านการจดจำเป็นอย่างมาก เพราะเท่ากับได้ใช้สมองถึง 2 ต่อ ทั้งการเรียนรู้และยังสั่งการให้มือจดบันทึกตามที่คิด วิธีนี้จึงเป็นเคล็ดลับสำหรับนักเรียนที่ต้องการเรียนดี ขณะที่ผู้ใหญ่หรือผู้สูงวัย ก็สามารถใช้จดจำเรื่องราวที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน เพื่อเป็นการบริหารสมองได้อีกทางหนึ่งด้วย

เล่าเรื่องหรือถ่ายทอดสิ่งที่เรียนรู้ เป็นอีกเคล็ดลับในการบริหารสมองให้เฉียบคม ความรู้หรือข้อมูลที่ได้มาจากการอ่านหรือเรียนรู้ จะถูกประมวลผลและเรียบเรียงในสมอง ก่อนถ่ายทอดหรือเล่าออกมาตามแนวทางของตัวเอง ถือเป็นวิธีฝึกการทำงานอย่างเป็นระบบของสมองได้อีกทางหนึ่ง

การบริหารสมองด้วยวิธีการเหล่านี้สามารถทำได้ทุกวัน เหมาะกับทุกเพศทุกวัย เพื่อให้สมองทำงานได้อย่างดีมีประสิทธิภาพ เฉียบคมและฉับไวอย่างที่ใจต้องการ

เทคนิคง่าย ๆ ในการบริหารสมอง