Author Archive: Rebecca Holmes

ปัญหาเหงือกบวมเรื่องใกล้ตัวที่ไม่ควรมองข้าม

สาเหตุของอาการเหงือกบวม

อาการเหงือกบวม เป็นสิ่งที่แสดงถึงการดูแลสุขภาพในช่องปากที่ไม่ดีเพียงพอ สร้างความเจ็บปวดและทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนอื่น ๆ ตามมาได้ในทุกวัย ซึ่งควรให้ทันตแพทย์ตรวจหาสาเหตุและรักษาอย่างตรงจุด

สาเหตุของอาการเหงือกบวม

มักจะมาจากความสกปรกภายในช่องปาก ขาดการแปรงฟันและใช้ไหมขัดฟันที่ถูกวิธี ทำให้มีการสะสมของคราบพลัค ซึ่งเป็นเศษอาหารจับตัวกับน้ำลายและแบคทีเรีย เกาะจนเป็นหินปูนหนาอยู่ตามร่องเหงือกและฟันทำให้มีเลือดออกตามไรฟัน เหงือกบวมเจ็บ มักพบร่วมกับฟันผุบริเวณนั้นด้วย หากปล่อยทิ้งไว้ไม่รักษาก็จะทำให้เหงือกร่น ฟันโยก แล้วก็อาจจะต้องถอนฟันทิ้งด้วย

ผู้ที่เสี่ยงต่ออาการเหงือกบวม

ปัญหาเหงือกบวม พบได้บ่อย ๆ ใน ผู้ที่แปรงฟันและใช้ไหมขัดฟันอย่างไม่ถูกวิธี อาจจะมีการใช้แปรงสีฟันที่ขนแข็งหรือแปรงฟันแรงเกินไปรวมถึง อาจใช้น้ำยาบ้วนปากที่มีฤทธิ์ระคายเคืองเหงือกด้วยก็เป็นได้

สำหรับผู้หญิงที่ตั้งครรภ์ จะมีการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน ทำให้เหงือกอักเสบได้ง่ายกว่าปกติ เช่นเดียวกับคนที่เป็นโรคเบาหวานหรือมะเร็งบางชนิด นอกจากนี้ผู้ที่มีภูมิต้านทานต่ำ ขาดการรับประทานวิตามินซี อย่างเพียงพอ ซึ่งมีในฝรั่ง ผลไม้รสเปรี้ยว ผักใบเขียว หรือมีสาเหตุเกิดจากการติดเชื้อบางชนิด เช่น การติดเชื้อเริมหรือเชื้อราในช่องปาก ก็จะทำให้เสี่ยงต่อการเป็นเหงือกอักเสบได้ง่ายขึ้นด้วย

เมื่อใดที่ควรพบแพทย์

หากเหงือกอักเสบต่อเนื่องกันมากกว่า 2 อาทิตย์ หรือเคี้ยวอาหารไม่ได้ รู้สึกเจ็บปวดมีเลือดไหลออกตลอดเวลา แนะนำว่าควรรีบพบทันตแพทย์ เพื่อทำการตรวจหาสาเหตุที่แท้จริง และรักษาให้ตรงจุด

ในเบื้องต้น ลองเปลี่ยนแปรงสีฟันให้ขนอ่อนนุ่ม ซึ่งมักเขียนว่า ขนแปรง soft หรือ super soft จะลดการระคายเคืองได้มาก การใช้ไหมขัดฟันก็ควรใช้แบบมี wax ขี้ผึ้งเคลือบเพื่อลดการเสียดสี และเลือกสูตรผลิตภัณฑ์น้ำยาบ้วนปากสูตรที่การันตีว่าไม่แสบระคายเคืองปัญหาเหงือกบวมเรื่องใกล้ตัวที่ไม่ควรมองข้าม

การใช้น้ำเกลือบ้วนปากบ่อยขึ้นหลังอาหารและดื่มน้ำเปล่ามาก ๆ สามารถลดการสะสมของเชื้อแบคทีเรียในช่องปากได้อีกทางหนึ่ง หากมีอาการปวดมาก ควรจะรับประทานยาพาราเซตามอล หรือใช้แผ่นแปะแก้ปวด ประคบด้วยน้ำแข็ง จะทำให้อาการทุเลาลงได้บ้าง ก่อนรีบไปพบทันตแพทย์ทันทีที่สามารถนัดเวลาได้

เราหวังว่าบทความนี้จะทำให้ทุกท่านใส่ใจการดูแลสุขภาพเหงือกและฟันให้มากขึ้น เพราะเหงือกคือฐานของฟัน หากอักเสบจะทำให้ฟันโยกและทำให้ประสิทธิภาพในการเคี้ยวเสียไป ทำให้เกิดปัญหาสุขภาพอื่น ๆ ตามมาได้ การพบทันตแพทย์เป็นประจำทุก 6 เดือน จะช่วยให้พบปัญหาเหงือกอักเสบได้เร็ว และรักษาได้ตั้งแต่ระยะต้น

อยากนอนหลับดีขึ้น ต้องรู้เคล็ดลับ 2019

อยากนอนหลับดีขึ้น ต้องรู้เคล็ดลับ 2019

คุณภาพการนอนหลับของคนเราจะดีขึ้นได้ ด้วยการจัดสิ่งแวดล้อมในห้องนอนและการปฏิบัติตัวที่เหมาะสม ซึ่งการนอนหลับได้สนิทและนานเพียงพอ สำคัญต่อประสิทธิภาพการทำงานที่ดีและส่งผลต่อสภาวะอารมณ์ที่แจ่มใสตลอดทั้งวัน

เคล็ดลับที่จะทำให้นอนหลับได้อย่างมีคุณภาพขึ้น มีดังต่อไปนี้

1. การใช้ม่านกันแสงยูวี

สารเมลาโทนินเป็นสิ่งที่ร่างกายสร้างช่วงกลางคืน เพื่อช่วยให้นอนหลับได้สนิท การติดม่านป้องกันแสงยูวีจึงช่วยให้ห้องมืดได้นานขึ้น เหมาะสำหรับไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ที่มักทำงานจนดึกและตื่นสาย เพื่อให้มีชั่วโมงการนอนหลับที่ดีเพียงพอ 6-8 ชั่วโมง

2. ควบคุมแสงสว่างในห้องนอน

การใช้ไฟหรี่ในห้องนอนเป็นสิ่งสำคัญ ควรใช้ไฟหลอดไฟที่เป็นโทนสีส้ม หรือไฟแบบ dim light ที่สามารถปรับระดับความเข้มแสงได้ตามต้องการ ทั้งนี้มีการศึกษาพบว่า แสงไฟที่เป็นโทนสีส้ม จะช่วยให้รู้สึกผ่อนคลายและลดความเครียดได้เร็ว ทำให้หลับได้ลึกและเร็วขึ้น

3. โทนสีห้องนอน

โทนสีครีม ส้ม และน้ำตาล เป็นสีที่ช่วยสร้างความรู้สึกผ่อนคลายได้ จึงควรใช้สีเหล่านี้ทาผนังหรือเลือกวอลเปเปอร์ที่เป็นโทนสีน้ำตาล เพื่อสร้างบรรยากาศที่ผ่อนคลายยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ควรเลือกดอกไม้ประดิษฐ์ ตุ๊กตาหรือของประดับแต่งห้องที่เป็นโทนสีอ่อนแบบพาสเทล เพื่อให้รู้สึกคลายจากความตึงเครียดได้ดียิ่งขึ้นด้วย

4. ใช้กลิ่นบำบัด

การจุดเทียนหอมหรือการใช้ diffuser เป็นเคล็ดลับที่ช่วยสร้างบรรยากาศที่ผ่อนคลายในห้องนอน ซึ่งมีการวิจัยยืนยันว่ากลิ่นที่ช่วยให้คุณภาพในการนอนหลับดียิ่งขึ้น ได้แก่ กลิ่นมะลิ กลิ่นลาเวนเดอร์ กลิ่นกุหลาบ เป็นต้น

5. ใช้เสียงเพลงช่วยสร้างบรรยากาศ

การเปิดเพลงบรรเลงแนวคลาสสิก ที่เป็นจังหวะช้า หรือเพลงแนวกล่อมเด็ก สามารถช่วยให้การนอนหลับรวดเร็วยิ่งขึ้น

6. ความเย็นภายในห้องนอน

ควรตั้งอุณหภูมิภายในห้องนอน ไว้อยู่ที่ 22-25 องศา เพื่อให้หลับได้สบายยิ่งขึ้น การที่อากาศร้อนหรือเย็นเกินไป จะทำให้มีอาการกระสับกระส่ายและตื่นระหว่างคืน ทำให้คุณภาพในการนอนหลับต่ำ ทำให้อ่อนเพลียในช่วยเวลาเช้าได้ นอกจากนี้ ต้องใส่ใจการล้างแอร์และฟอกอากาศอยู่เสมอ จะทำให้อากาศปลอดโปร่งและลดปัญหาโรคภูมิแพ้หอบหืดที่รบกวนการนอนหลับได้

7. งดการใช้โทรศัพท์ก่อนนอน

การใช้โทรศัพท์จะกระตุ้นให้ร่างกายตื่นตัว หลับยาก มีการวิจัยพบว่าผู้ที่วางโทรศัพท์ไว้ใกล้ตัวเวลานอน จะมีคุณภาพการนอนหลับที่ต่ำ และมักกังวลกับการติดต่อสื่อสารกับผู้อื่นทางโซเชียลตลอดเวลา จึงควรงดใช้มือถือก่อนเวลานอน 2-3 ชั่วโมงขึ้นไป

จะเห็นได้ว่า องค์ประกอบในการจัดห้องนอนที่เหมาะสมและการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ส่งผลต่อคุณภาพการนอนหลับได้อย่างมาก หวังว่าบทความนี้ จะทำให้ทุกท่านใส่ใจกับการปรับเปลี่ยนสภาพแวดล้อมในห้องนอน เพื่อให้สามารถหลับได้ง่ายและสนิทยาวนานยิ่งขึ้น

เคล็ดลับที่จะทำให้นอนหลับได้อย่างมีคุณภาพ

โรคที่อาจเกิดกับคุณได้ถ้าใช้มือถือมากเกินไป

โรคที่อาจเกิดกับคุณได้ถ้าใช้มือถือมากเกินไป

ปัจจุบันการใช้โทรศัพท์มือถือเป็นหนึ่งในสไตล์ของคนยุค 5G ซึ่งมีการศึกษาวิจัยพบว่าคนไทยมีการใช้ โทรศัพท์มือถือมากขึ้นกว่าในอดีต 5 เท่า และผู้ใช้โทรศัพท์มือถือรายใหม่เกิดขึ้นทุก ๆ 20 นาที จำนวน 20 คนนั้น แสดงถึงผู้เสี่ยงเป็นโรคที่เกิดจากการใช้มือถือมากเกินไปมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นทุกวัน

เราจึงได้รวบรวมโรคที่อาจเกิดกับคุณได้ถ้าใช้มือถือบ่อยเกินไปมาฝากกัน ดังนี้

1. โรควุ้นในตาเสื่อม

เป็นอาการที่เกิดได้ เมื่อเรามีการจ้องดูหน้าจอโทรศัพท์มือถือที่มีการปล่อยแสงสีฟ้ามารบกวนยาวนานเกินไป ทำให้ดวงตามีอาการล้า ตาแห้งก่อนวัยอันควร ซึ่งจะทำให้เกิดโรควุ้นในตาเสื่อมตามมา โดยจะเห็นเป็นหยากไย่ลอยไปลอยมาบดบังวิสัยทัศน์ในการมองเห็น หากเป็นขั้นรุนแรงอาจรู้สึกเหมือนมีแสงสว่างวาบที่ดวงตาเป็นครั้งคราว หากไม่รีบรักษาอาจต้องรับการผ่าตัดในอนาคตได้

2. โรคกล้ามเนื้อคอบ่าไหล่อักเสบ

ลักษณะคล้ายกับเป็นโรคออฟฟิศซินโดรม ที่จะมีอาการชาหรือปวดร้าวไปตามลำคอไหล่ แขน ข้อมือ ซึ่งเกิดจากการอยู่ในท่าเดิมเล่นโทรศัพท์นานเกินไป หรือมีการก้มหน้าในองศาที่ไม่เหมาะสม ทำให้กล้ามเนื้อคอมีการเกร็งตัวยาวนาน การแก้ไข คือ ต้องปรับอิริยาบถ หรือองศาในการใช้โทรศัพท์ ซึ่งอาจใช้แท่นวางโทรศัพท์ช่วยได้และลดชั่วโมงในการดูโทรศัพท์ลง

3. โรคนอนไม่หลับ

เกิดจากการเล่นโทรศัพท์บ่อยเกินไปใกล้เวลานอนทำให้ระบบประสาทมีการตื่นตัว เช่น การดูคลิปหรือฟังเรื่องเล่าต่าง นอกจากนี้ การวางโทรศัพท์ไว้ใกล้กับตัวเวลานอน ก็จะทำให้มีความพะวงว่า จะมีโทรศัพท์หรือข้อความเข้า ทำให้นอนหลับไม่สนิท เมื่อตื่นมาก็รู้สึกนอนไม่เต็มอิ่ม คุณภาพในการนอนหลับน้อยลง ทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานลดลงด้วย

4. โรคซึมเศร้า

เกิดโดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่นและวัยทำงาน ที่มีความวิตกกังวลถึงความคิดเห็นของผู้อื่นที่มีต่อตัวเอง การแสดงความคิดเห็นในโลกโซเชียลที่กระทบต่อความรู้สึกในทางร้ายจะทำให้เป็นโรคซึมเศร้าได้ง่าย นอกจากนี้ เมื่อมีปัญหาแบตเตอรี่โทรศัพท์หมด แล้วหาที่ชาร์จไม่ได้ ก็จะมีความวิตกกังวลกระวนกระวายอย่างมาก ซึ่งเป็นอาการของโรคโนโมโฟเบีย หรือภาวะขาดมือถือไม่ได้ ที่มีการวิจัยพบว่าคนรุ่นใหม่ยุคปัจจุบัน เป็นกันมาก

จะเห็นได้ว่า โรคที่เกิดจากการใช้โทรศัพท์มือถือเกิดมีทั้งต่อทางร่างกายและจิตใจ จึงควรใช้เวลากับเทคโนโลยีอย่างเหมาะสม หากมีบุตรหลานในบ้านก็ควรกำหนดช่วงเวลาในการใช้โทรศัพท์ เพราะการใช้โทรศัพท์มากเกินจำเป็นอาจส่งผลต่อสุขภาพ รวมถึงกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันและผลการเรียนด้วย

โรคที่อาจเกิดกับคุณได้ถ้าใช้มือถือบ่อย

เคล็ดลับความสำเร็จในทุกสายอาชีพ แท้จริงแล้วเป็นอย่างไร

เลือกอาชีพอย่างฉลาด ก่อนตัดสินใจเลือกงาน

เมื่อพูดถึงความสำเร็จในอาชีพ แต่ละคนให้นิยามความสำเร็จแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับอาชีพที่เลือกและเป้าหมายของเรา บ้างหวังเงินเดือนดี ตำแหน่งสูง ความมีชื่อเสียง ความสุขสงบ งานเป็นสิ่งที่เราทำทุกวันเมื่อเราเลือกงานดีสร้างรายได้มากและสุขภาพดี การมีความสำเร็จในอาชีพการงานจะส่งผลให้ประสบความสำเร็จในชีวิตด้วย ต่อไปนี้เป็นเคล็ดลับที่จะช่วยให้เริ่มต้นอย่างถูกทาง

1.เลือกอาชีพอย่างฉลาด ก่อนตัดสินใจเลือกงานควรถามตัวเองก่อนว่ามีความสนใจ ความรู้ และความถนัดด้านใดเป็นพิเศษ หลายคนโชคดีมีโอกาสทำงานที่รักและมีความศรัทธาในสิ่งที่ทำ มีความกระตือรือร้นที่จะเรียนรู้ให้มากที่สุดเพื่อที่จะทำงานได้ดีและก้าวหน้ายิ่งขึ้น การเลือกอาชีพคือการตัดสินใจส่วนตัว อย่าให้ใครมาบอกว่าอาชีพนี้ดีหรือไม่ดี ทุกอาชีพมีคุณค่าในตัวเอง งานอะไรก็ตามถ้าทำแล้วมีความสุข แม้จะเป็นพนักงานตำแหน่งเล็ก ๆ แต่เป็นฟันเฟืองขององค์กรใหญ่ที่เราภาคภูมิใจ หรือเปิดร้านกาแฟเล็กมีอิสระและรักสิ่งที่ทำ นั่นคือจุดเริ่มต้นที่จะก้าวไปสู่ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่

2.เมื่อต้องทำงานซ้ำๆ เป็นเวลาหลายปีควรประเมินตัวเองเสมอ คุณชอบอาชีพนี้และอยากทำงานให้ดีที่สุด การวัดความสำเร็จของคุณเองจะช่วยให้ตั้งเป้าหมายได้ตั้งแต่ระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว ผ่านความสำเร็จไปทีละขั้นเพื่อไม่ให้รู้สึกเครียดกับปลายทางที่ต้องการเกินไป คุณต้องเป็นคนตัดสินความสำเร็จด้วยตัวเอง ไม่ต้องฟังคำจำกัดความของคนอื่น ทุกวันหลังจากเลิกงานควรกลับบ้านตามเวลาสมควรและกลับไปใช้ชีวิตกับคู่รักและครอบครัวที่ช่วยเติมพลังใจและสนับสนุนให้คุณประสบความสำเร็จมากยิ่งขึ้น

3.ขอความช่วยเหลือจากคนอื่น เจ้านาย เพื่อนร่วมงาน หรือแม้แต่คู่แข่งที่ประสบความสำเร็จล้วนมีประสบการณ์มากกว่า พยายามเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ จากคนอื่นอยู่เสมอเพื่อพัฒนาทักษะที่ยังไม่เชี่ยวชาญ ความรู้เป็นพื้นฐานสำคัญซึ่งเจ้านายและเพื่อนร่วมงานอาจให้คำปรึกษาและแนะนำเกี่ยวกับอาชีพการงาน นอกจากนั้นเรายังเรียนรู้จากคู่แข่งได้ด้วย แม้ว่าคนทุกวันนี้ชอบแสดงออก แต่การฟังมากกว่าพูดและเข้าใจสิ่งที่คนอื่นพูดเป็นเรื่องดีเสมอ ช่วยให้พัฒนาทักษะศักยภาพของตนเองมากขึ้นและสร้างจุดแข็งที่เอาชนะคู่แข่งได้ในที่สุดเคล็ดลับความสำเร็จในทุกสายอาชีพ แท้จริงแล้วเป็นอย่างไร

4.ใช้ข้อผิดพลาดให้เป็นประโยชน์ ทุกคนก็ทำผิดพลาดได้ แม้ว่าจะพยายามอย่างมาก ระมัดระวังเพื่อหลีกเลี่ยงข้อผิดพลาดร้ายแรง แต่บางครั้งก็เกิดขึ้นและควรยอมรับข้อผิดพลาดนั้น หาวิธีแก้ไขหรือปรับปรุงให้ดีขึ้น การพัฒนาทักษะด้านการแก้ปัญหาเป็นสิ่งสำคัญสำหรับทุกสาขาอาชีพ เมื่อผ่านพ้นอุปสรรคไปได้แล้วจะมีกำลังใจในการทำงานให้ดีขึ้นเรื่อย ๆ

5.อย่ายึดติดมากเกินไป คุณอาจจะเคยคิดว่าเลือกอาชีพที่เหมาะสมกับตัวเองแล้ว แต่ใครจะรู้วันข้างหน้าอาจมีการเปลี่ยนแปลง ควรเปิดใจรับหน้าที่การงานใหม่ การตามหาความสำเร็จไม่ใช่เรื่องยาก ข้อสำคัญคือทำงานอย่างมีความสุขโดยไม่ต้องรอให้บรรลุเป้าหมายที่อาจยังอยู่อีกไกล

วิธีการลดปัญหาจากการใช้ยาและอาหารเสริมในชีวิตประจำวัน

วิธีการลดปัญหาจากการใช้ยาและอาหารเสริมในชีวิตประจำวัน

การใช้ยาและอาหารเสริมเป็นสิ่งที่พบได้มากขึ้นในปัจจุบัน เนื่องจากคนในวัยทำงานมีการใช้ยารักษาโรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจ ความดันเบาหวาน ไขมันในเลือดสูง ฯลฯ ส่วนคนรุ่นใหม่ก็มีการใช้ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมและวิตามินหลากหลายชนิดเพื่อบำรุงสุขภาพ

ในบทความนี้ เราจึงได้รวบรวมวิธีการลดปัญหาจากการใช้ยาและอาหารเสริมในชีวิตประจำวันสำหรับทุกคนมาฝากกัน เพื่อให้นำไปปรับใช้ได้อย่างเหมาะสม

1. เมื่อมีการใช้ยารักษาโรคประจำตัว ควรนำยาที่มีอยู่ทั้งหมดเก็บรวมกันในตู้ยาหรือถุงยาใบเดียว เพื่อให้ง่ายต่อการตรวจสอบว่ามียาใดใกล้หมดอายุ โดยดูจากตัวเลขวันเดือนปีที่ผลิตหรือวันหมดอายุบนแผงยา ถ้าไม่แน่ใจควรนำยาในถุงไปให้เภสัชกรใกล้บ้านช่วยตรวจสอบวันหมดอายุ

2. เมื่อถึงวันนัดของแพทย์ ควรพกยาและอาหารเสริมที่ใช้อยู่ไปให้แพทย์ตรวจดูทุกครั้ง เนื่องจากพบว่ามีปัญหาการใช้ยาซ้ำซ้อนมากขึ้น ไม่ว่าเกิดจากการที่เปลี่ยนโรงพยาบาล หรือเปลี่ยนแพทย์ผู้ดูแล หรือมีการใช้ยาเพื่อรักษาอาการหลายโรคในคนเดียวกัน ทำให้เกิดปัญหายาเสริมหรือหักล้างฤทธิ์กันได้

3. ก่อนการรับประทานอาหารเสริมและวิตามินใด ๆ ควรปรึกษาแพทย์ที่รักษาโรคประจำตัวอยู่ เช่น ถ้าต้องการรับประทานน้ำมันปลา กระเทียมแคปซูล สารสกัดแปะก๊วย ฯลฯ เพื่อช่วยบำรุงร่างกาย หากมีการใช้ยากลุ่มแอสไพรินอยู่ จะทำให้มีความเสี่ยงต่อภาวะเลือดเหลว เมื่อเป็นแผลจะทำให้เลือดหยุดไหลยาก หรือ การใช้วิตามินเอและอีแบบแคปซูล ในขนาดสูงโดยไม่จำเป็นจะเกิดการสะสมในร่างกายได้ การใช้วิตามินหรืออาหารเสริมทุกชนิดจึงไม่ควรทำโดยพลการ

4. ถ้าจำเป็นต้องซื้อยาจากร้านขายยา ควรนำยาและอาหารเสริมที่รับประทานอยู่ไปให้เภสัชกรดูทุกครั้ง เพื่อเลือกใช้ยาที่เหมาะสม เพราะยารักษาโรคบางชนิด เช่น ยาฆ่าเชื้อท้องเสีย ยาไมเกรน ยารักษาโรคกระเพาะบางชนิด ฯลฯ อาจตีกันกับยาที่ใช้อยู่ประจำได้

5. ยารักษาโรคหลายชนิด ไม่ควรหยุดรับประทานเอง เช่น ยารักษาจิตเวช ยาลดไขมันในเลือดสูง ยาโรคเบาหวาน ยาโรคหัวใจ ฯลฯ เพราะจะทำให้ร่างกายเกิดความผันผวนและอาจทำให้อาการกำเริบได้ ต้องให้แพทย์เป็นผู้ปรับลดขนาดยาตามระยะเวลาที่เหมาะสมเท่านั้น

เห็นได้ว่า การใช้ยาและอาหารเสริมในชีวิตประจำวันอย่างปลอดภัยต้องมาจากการรับประทานอย่างถูกวิธีการ และไม่ควรใช้ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมและวิตามินโดยไม่ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร เราหวังว่าบทความนี้จะทำให้ทุกท่านเห็นความสำคัญของการใช้ยาและอาหารเสริมเพื่อสุขภาพที่ดียิ่งขึ้น

วิธีการลดปัญหาจากการใช้ยา

อาหารรสจัด สารพัดอันตราย

อาหารรสจัด สารพัดอันตราย

ถ้าพูดถึงเรื่องอาหารการกินของคนไทยเรา มีหลากหลายรสชาติหลากหลายเมนู และอาหารไทยก็ยังเป็นที่ชื่นชอบของชาวต่างชาติที่มาเที่ยวประเทศไทยแล้วต้องมากิน เมนูเด็ดหลายๆอย่างที่โดดเด่น หน้าตาของอาหารที่ชวนให้น้ำลายแตก แต่ก็แทบจะทุกเมนูจะมีรสชาติที่จัดจ้าน ดูถูกปากคนไทยอยู่ไม่น้อย ก็ไม่แปลกที่ต่างชาติจะอยากลองกินรสชาติที่ร้อนแรงมากกว่าอาหารของบ้านเขา แต่อาหารรสจัดที่คนไทยติดใจกันนั้นไม่มีผลดีกับสุขภาพของเราเลย

การกินอาหารที่รสชาติเผ็ดจัด ข้อดีของความเผ็ดซี๊ด คือช่วยกระตุ้นระบบไหลเวียนของเลือด ความเผ็ดร้อนของอาหารช่วยให้การทำงานของปอดและลำไส้เป็นปกติ และยังช่วยขับเหงื่อขับลมในกระเพาะและลำไส้ บางคนไม่สบายเป็นหวัดคัดจมูกจะเลือกกินอาหารที่มีรสชาติเผ็ดจัด ความร้อนแรงของรสชาติจะทำให้จมูกโล่งรู้สึกสบายตัวขึ้นเหมือนมันช่วยขับของเสียออกมา แต่ความจริงมันอาจมีโรคร้ายรอเราอยู่ ความผิดปกติของบางคนที่ชอบรสจัด ถ้ารุสึกว่าเป็นสิวเยอะๆและรู้ตัวว่าตัวเองชอบกินเผ็ด มันคือตัวกระตุ้นให้ต่อมไขมันเกิดการอักเสบยิ่งถ้าเป็นสิวอยู่แล้วมันจะเป็นเพิ่มขึ้นอีกเมื่อต่อมไขมันในร่างกายทำงานผิดปกติ

แม้การกินเผ็ดจะช่วยแก้อาการจุกเสียดแน่นท้องได้ แต่ก็ทำให้เกิดอาการ กรดในกระเพราะอาหารทำให้ท้องอืดขึ้นมาแทน คนส่วนใหญ่คิดว่าการกินเผ็ดจะช่วยกำจัดไขมันให้ออกมาในรูปแบบของเหงื่อ ก็อาจจะทำให้เกิดโรคอ้วนได้ เพราะความเผ็ดจะทำให้อยากอาหารและกินเยอะขึ้นเรื่อยๆ หัวใจก็ทำงานหนักเมื่อกระตุ้นการสูบฉีดเลือด โรคหัวใจก็ไม่ใกล้เกินเอื้อมถ้าเราไม่ลดความร้อนแรงของมัน

การกินหวานเกินไป ก็ไม่ต่อร่างกายเช่นกัน เสี่ยงกับโรคร้ายที่ชื่อคุ้นหูคนไทยคือ โรคเบาหวาน ถึงแม้ความหวานจะช่วยให้ร่างกายรู้สึกสดชื่น แต่มันร้ายกาจเกินรสชาติของมัน อาหารคาวที่ใส่หวานจนเกินไป และอาหารหวาน เช่น บิงซู เค้ก ถ้ากินในปริมาณที่มากเกินไปความอ้วนก็จะตามมา และจบลงที่เบาหวาน

อีกหนึ่งรสชาติที่ติดปากคือ รสเค็ม สารอาหารที่อยู่ในความเค็ม เราเรียกมันว่า โซเดียม ที่ช่วยให้ร่างกายควบคุมความสมดุลของของเหลว รักษาระดับความดันให้อยู่ในระดับปกติ คุ้มความเป็นกรด-ด่างในเลือด แต่ถ้าเรารับเจ้าโซเดียมเข้ามาในร่างกายมากเกินไปบ่อยๆ จะทำให้ ไต ทำงานหนักและค่อยๆเสื่อมลงจนทำให้ร่างกายทำงานผิดปกติ เมื่อไตทำงานผิดปกติ ร่างกายก็จะขับน้ำออกไม่ได้ดีเท่าที่ควรอาการที่ตามมาคือ บวมน้ำ จนเป็นสาเหตุที่ทำให้เป็น โรคไตวาย คนไทยจำนวนมากที่เป็นโรคไต ต้องยอมเสียค่ารักษาแพงๆเพื่อฟอกเลือด หรือปลูกไตใหม่ ซึ่งมันไม่คุ้มกันเลยกับรสชาติอาหารที่เราเลือกกินเพื่อแลกกับโรคร้ายมา

การเลือกกินอาหารที่รสจัดจนเกินไป มันไม่ดีต่อสุขภาพเราแน่นอน ไม่ว่าจะรสชาติไหน ถ้ามีคำว่าเกินไปมันไม่มีผลดีกับเราแน่นอน ลองปรับเปลี่ยนรสชาติให้อยู่ในคำว่าพอดี ไม่เผ็ดเกิน ไม่หวานเกิน ไม่เปรี้ยวไม่เค็มจนเกินไป เพราะโรคร้ายที่จะตามมามันร้ายแรงยิ่งกว่า ลดระดับให้อยู่ในความพอดี ร่างกายแข็งแรง ห่างไกลจากโรคร้าย

การกินอาหารที่รสชาติเผ็ดจัด

ท่องเที่ยวไทยหน้าหนาวที่ไหนกันดี ในปี 2019

ท่องเที่ยวไทยหน้าหนาวที่ไหนกันดี ในปี 2019

ในช่วงเดือนพฤศจิกายนจนถึงกุมภาพันธ์ของแต่ละปี เป็นช่วงเวลาที่ประเทศไทยมีอากาศดี คือเย็นสบายจนถึงหนาว และยังเป็นช่วงเทศกาลวันหยุดยาว ทำให้เป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศที่จะมาเก็บเกี่ยวประสบการณ์ต่างพื้นที่ และนำแรงบันดาลใจดี ๆ กลับไปทำงานกันอีกครั้ง

ในวันนี้ เราจึงขอเสนอสถานที่ท่องเที่ยวไทย สำหรับหน้าหนาวในปี 2019 ให้คุณเลือกกันตามความชอบ ดังนี้

1. ดอยแม่สลอง จังหวัดเชียงราย

เป็นพื้นที่สูงและมีวิวแบบพาโนรามาของต้นชานับล้าน ที่จะทำให้คุณอิ่มเอมกับธรรมชาติที่ไม่ได้แต่งเติม และยังได้ชิมอาหารประจำท้องถิ่นอย่างขาหมูยูนานทานคู่กับหมั่นโถ และชาร้อน เชื่อว่าจะเป็นสถานที่ที่คุณจะประทับใจไม่มีวันลืม

2. ดอยเสมอดาว จังหวัดน่าน

เป็นจุดชมวิวที่เป็นลานกว้างขวางตามแนวสันเขา นักท่องเที่ยวนิยมเยี่ยมชมและเก็บภาพความประทับใจช่วงค่ำคืนและรุ่งสางที่ท้องฟ้าจะเป็นสีเหลืองส้ม พร้อมกับทะเลหมอกและอากาศเย็นจัดที่หาไม่ได้จากที่อื่น

3. เขาพะเนินทุ่ง จังหวัดเพชรบุรี

เป็นจุดชมวิวในอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ที่มีความสูงจากระดับน้ำทะเล ถึง 1.2 กิโลเมตร คุณจะได้ชื่นชมความงามของทะเลหมอกเหนือป่าดงดิบสีเขียวขจีที่อยู่เบื้องล่าง และทอดยาวไปไกลสุดสายตา ที่นี่มีกูรูแนะนำไว้ว่าห้ามพลาดที่กม. 30 และ 36 สำหรับการเก็บภาพที่สวยที่สุดกลับบ้านด้วย

4. มอหินขาว จังหวัดชัยภูมิ

ตั้งอยู่ในอุทยานแห่งชาติภูแลนคา เป็นสวนหินตามธรรมชาติ ที่เกิดจากการสะสมตะกอนทรายและดินเหนียว ที่ผ่านความร้อนและแรงกดมาหลายร้อยหลายพันปี จนปรากฏเป็นหินก้อนใหญ่ สีขาวสะอาดเรียงตัวกันในทิศทางต่าง ๆ แลดูสวยงามเหมาะแก่การนอนดูดาวกลางอากาศที่หนาวเย็นช่วงต้นปีอย่างมาก

5. ห้วยคอกหมู จังหวัดราชบุรี

เป็นสถานที่ท่องเที่ยวไทย ที่ทำให้เห็นประเทศเพื่อนบ้านอย่างเมียนม่าร์ได้จากแนวเทือกเขาตะนาวศรีใกล้จุดปฏิบัติการของตำรวจตระเวนชายแดน หรือ ตชด. 137 ที่สูงจากระดับน้ำทะเลราว 0.8 กิโลเมตร คุณจะได้ชมวิวพระอาทิตย์เหนือป่าดิบชื้นที่อุดมสมบูรณ์สุดประทับใจอย่างแน่นอน

6. ภูห้วยอีสัน จังหวัดหนองคาย

เป็นอีกสถานที่ที่ทำให้คุณได้ชมวิวแม่น้ำโขงในบรรยากาศแห่งทะเลหมอกสามฤดูตั้งแต่ตื่นนอนตอนเช้า ทั้งยังได้สัมผัสกับชีวิตคนพื้นถิ่นที่มีความเป็นกันเองและเป็นมิตรชนิดที่ทำให้ ต้องกลับมาเยี่ยมเยือนกันเป็นประจำทุกปี

เป็นอย่างไรกันบ้าง กับสถานที่ท่องเที่ยวไทยในหน้าหนาวที่เราได้แนะนำไป หวังว่าจะเป็นที่ถูกใจและสร้างความประทับใจแก่ทุกท่าน สำหรับการเก็บเกี่ยวประสบการณ์ที่แตกต่างจากชีวิตประจำวันในเมืองใหญ่

ภูห้วยอีสัน จังหวัดหนองคาย

ขายของในโลกออนไลน์ทำไมต้องทำ SEO

ขายของในโลกออนไลน์ทำไมต้องทำ SEO

มีผู้คนจำนวนมากใช้ช่องทางการตลาดบนโลกออนไลน์ เพื่อการขายสินค้าและบริการ เนื่องจากเป็นวิธีการที่รวดเร็วที่สุดและได้ผลดีที่สุดในการประชาสัมพันธ์แบรนด์ให้ไปถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย

การทำ SEO ก็เป็นหนึ่งในวิธีการที่จะทำให้การขายสินค้าและบริการประสบความสำเร็จได้ดียิ่งขึ้น จะด้วยเหตุผลใดบ้างมาดูกันเลย

ทำความรู้จักกับ SEO

SEO หรือ search engine optimization เป็นกระบวนการพัฒนาเว็บไซต์ใน 2 ส่วน คือ On-page SEO และ Off-page SEO โดย

1. On-page SEO คือ การปรับปรุงเนื้อหาในเว็บไซต์ให้มีความทันสมัย มีความถูกต้องในรายละเอียดด้านลึกและกว้าง มีการใช้ถ้อยคำเขียนที่สละสลวยน่าอ่าน ที่สำคัญคือต้องประกอบด้วย keyword 1-2 คำ ที่ผ่านการวิจัยมาแล้วว่าเป็นคำที่กลุ่มลูกค้าเป้าหมายมีการสืบค้นมาก (ประเด็นนี้สามารถศึกษาเพิ่มได้เพิ่มเติมจาก Google Search)

2. Off-page SEO คือ การเชื่อมโยงลิงค์จากเว็บไซต์ภายนอกเข้าสู่เว็บไซต์ธุรกิจคุณเพื่อให้เกิดการขยายกลุ่มลูกค้าในวงกว้างขึ้น ตัวอย่างเช่น คุณทำลิงค์กับเว็บไซต์ขายอาหารในจังหวัดเชียงใหม่ (โดยที่คุณทำธุรกิจขายงานฝีมือเชียงใหม่เป็นของที่ระลึก) คุณก็มีโอกาสจะได้ลูกค้ามากขึ้น เพราะว่านักท่องเที่ยวที่มาเชียงใหม่ก็มักจะซื้อทั้งอาหารและงานประดิษฐ์กลับไป กลับไปฝากญาติพี่น้องที่บ้านเสมอ

ทำไม SEO ทำให้ขายของได้ดีขึ้น

เนื่องจาก SEO เป็นการปรับปรุงเว็บไซต์ให้มีความโดดเด่นทั้งสองส่วนที่กล่าวมา ทำให้ตอบโจทย์การสืบค้นของกลุ่มผู้ใช้ผ่าน search engine ที่นิยมทั่วโลกก็คือ Google และ Yahoo และ Bing มากขึ้น (โดย search engine จะมีระบบ algorithm ที่ใช้ในการวิเคราะห์และประมวลผลของคุณภาพเว็บไซต์ในเครือข่าย แล้วนำมาเสนอต่อผู้ใช้งาน)

หากคุณสามารถทำ SEO ได้อย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ มีการอัพเดทเนื้อหาใหม่ ๆ ที่น่าสนใจ เช่น กรณีที่คุณทำธุรกิจงานประดิษฐ์ อาจจะมีการอัพโหลดคลิปที่เกี่ยวกับวิธีการทำ แสดงให้ดูว่ากว่าจะได้เป็นกระเป๋าถักสาน 1 ชิ้น ต้องผ่านอะไรมาบ้าง ก็จะทำให้มีลูกค้าสนใจที่จะซื้อมากยิ่งขึ้นได้ เป็นต้น

นอกจากนี้การทำ SEO ยังช่วยให้เว็บไซต์ของธุรกิจคุณอาจมีความน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้นเพราะว่าการถูกจัดในอันดับต้น ๆ จะทำให้มีการใช้ข้อมูลในเว็บไซต์ไปอ้างอิงหรือเชื่อมโยง linkมากกว่าเว็บไซต์ในหน้าหลัง ๆ จึงทำให้ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายมีความเชื่อมั่นในแบรนด์สินค้าของคุณยิ่งขึ้น

การทำเว็บไซต์ SEO อาจปรึกษาและจ้างทีมงานที่มีผู้เชี่ยวชาญด้าน SEO ที่ไว้ใจได้ (มีค่าใช้จ่ายที่เหมาะสมและการันตีผลลัพธ์ที่น่าพอใจ) หรือหากเจ้าของเว็บไซต์ต้องการเรียนรู้ทำ SEO ด้วยตัวเอง ก็สามารถศึกษาได้ผ่านหนังสือและช่องทางอินเตอร์เน็ตที่มีกูรูมาให้คำอธิบายไว้ ผู้ทำธุรกิจออนไลน์จึงสามารถเลือกวิธีการที่เหมาะสมกับตัวเองได้ทั้งสิ้น

เทรนด์ธุรกิจที่เปลี่ยนไป เมื่อไลฟ์สไตล์ลูกค้าเปลี่ยนแปลง

เทรนด์ธุรกิจที่เปลี่ยนไป เมื่อไลฟ์สไตล์ลูกค้าเปลี่ยนแปลง

ปัจจุบันมีการใช้ระบบไอทีและแพลตฟอร์มต่าง ๆ เพื่อช่วยประชาสัมพันธ์และเสริมศักยภาพของธุรกิจแทบทุกประเภท จึงไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไปสำหรับการสร้างธุรกิจใหม่ ด้วยเงินทุนที่น้อยกว่าในอดีต แต่กระนั้นยังมีประเด็นใหม่ ๆ (ที่เพิ่มจากในอดีต) ที่นักธุรกิจหน้าใหม่ต้องใส่ใจเพื่อการพัฒนา ทำให้ธุรกิจอยู่รอดและเติบโตได้ดีต่อไป

1. เข้าถึงการรีวิวของลูกค้า

การแชร์ประสบการณ์ของลูกค้าเป็นเรื่องสำคัญที่มีเปอร์เซ็นต์น้ำหนักสูงขึ้นเรื่อย ๆ สำหรับการตัดสินใจของลูกค้าหน้าใหม่คนอื่น ๆ ในการซื้อหรือใช้บริการ เช่น PANTIP.COM facebook และเพจต่าง ๆ ที่เปิดโอกาสให้ทุกคนได้รีวิว , คอมเมนต์และเตือนภัยผู้อื่น

หากเจ้าของธุรกิจไม่ใส่ใจในการรีวิวหรือคอมเม้นต์เหล่านี้ ก็อาจจะไม่ทราบข้อเท็จจริงหรือขาดมุมมองอีกด้าน คือ จากแง่มุมของลูกค้าหรือผู้ใช้บริการ ทำให้ไม่สามารถปรับตัวได้ทันพอที่จะมัดใจลูกค้าให้กลับมาใช้บริการใหม่และอาจต้องเสียลูกค้าให้กับคู่แข่งทางธุรกิจเจ้าอื่นที่ใส่ใจในความต้องการของกลุ่มเป้าหมายเดียวกัน!

2. ลูกค้ามีส่วนร่วมในการโพสต์และแชร์

การคิดแคมเปญต่าง ๆ เช่น ให้ลูกค้าถ่ายภาพตัวเองคู่กับสินค้าหรือให้ถ่ายภาพผลิตภัณฑ์ที่ลูกค้าใช้จริง พร้อมติด hashtag #ชื่อร้าน หรือ #ธุรกิจ เพื่อเกิดการแชร์และเกิด community เฉพาะกลุ่ม เป็นการประชาสัมพันธ์ที่ได้ผลดีมากขึ้นเรื่อย ๆ

เพราะไลฟ์สไตล์ลูกค้าในปัจจุบัน นิยมบอกต่อประสบการณ์ผ่านรูปภาพสวย ๆ หรือข้อความดี ๆ และยังมีแนวโน้มจะใช้พื้นที่บนอินเตอร์เน็ตเป็นที่เก็บความทรงจำ ความประทับใจมากขึ้น ทั้งบน facebook Instagram จนเกิดเป็นธุรกิจจัดเก็บข้อมูล cloud ซึ่งจะเป็นองค์ประกอบที่สำคัญ สำหรับสังคม BIG DATA ในอนาคต

3. ใช้แพลตฟอร์มที่หลากหลาย

เพื่อรับฟังข้อมูลและเรียนรู้ลูกค้าที่มาใช้บริการมากขึ้น ที่สำคัญคือ การสร้าง content ที่น่าสนใจและมีระบบ SEO รองรับ เพื่อให้สามารถถูกสืบค้นจาก Google ได้ง่าย นอกจากนี้ก็ควรเปิด facebook หรือ เพจ โดยใส่เนื้อหาและภาพผลิตภัณฑ์ พร้อมนำเสนอโปรโมชั่นสู่ที่ดึงดูดใจสู่กลุ่มเป้าหมาย ซึ่งจะทำให้ลูกค้ารู้สึกคุ้นเคยและเป็นกันเองกับธุรกิจมากขึ้น

4. รับออเดอร์สินค้าหรือบริการที่มีความยูนิค unique ได้

โดยเฉพาะธุรกิจร้านอาหาร , ร้านดอกไม้ , ธุรกิจการจัดเลี้ยง ฯลฯ ที่ลูกค้าต้องการความเซอร์ไพรส์หรือต้องการความเป็นส่วนตัวหรือความเป็นเอกลักษณ์ unique มากยิ่งขึ้น

การมี options เสริมที่ไม่ใช่ One-fit-all จะทำให้ลูกค้าได้ประสบการณ์ที่แปลกใหม่และพึงพอใจจนกลับมาใช้บริการซ้ำในโอกาสต่าง ๆ มากยิ่งขึ้น

เทรนด์ธุรกิจที่เปลี่ยนไปไลฟ์สไตล์ลูกค้าเปลี่ยนแปลง

ในยุคที่ข้อมูลมีค่ายิ่งกว่าทอง การที่มีลูกค้าเข้ามาสอบถาม รีวิว หรือคอมเม้นต่าง ๆ เจ้าของธุรกิจควรมีทัศนคติที่ดีในการเห็นคุณค่าของสิ่งที่ลูกค้าต้องการและควรอบรมทีมงานให้เข้าใจเช่นเดียวกัน เพื่อลดปัญหาเฉพาะหน้าและยังสามารถนำข้อมูลเหล่านั้นมาวิเคราะห์ในเชิงลึก เพื่อการออกเป็นแคมเปญใหม่ ๆ เช่น ส่วนลด หรือบัตรเชิญลูกค้าเก่าให้มาใช้บริการซ้ำอีกครั้ง ซึ่งจะเป็นผลดีต่อธุรกิจในอนาคตต่อไป

น้องเมย์ หวด สาวจีน เข้ารอบ 8 คน แบดไชน่า โอเพ่น

การประลองแบดมินตันรายการ “ฝูโจว ไชน่า โอเพ่น 2018” ทัวร์ที่นาเมนท์ระดับบีดับบลิวเอฟเวิลด์ทัวร์ 750 ชิงเงินรางวัลรวม 700,000เหรียญสหรัฐ หรือราว 22,400,000 บาท ที่เมืองฝูโจว ประเทศจีน

เป็นการลงสู่สนามแข่งวันที่สาม ชนิดคู่ผสมรอบสอง (16 คู่) “บาส”เดชาพล พัววรานุเคราะห์ กับ “ปอป้อ” สมบัติพัสถานสิรี แต้รัตนชัยคู่มือชั้น 8 ของโลก เอาชนะ จาง ดกน กับ หลี่ หยินฮุ่ย คู่มือชั้น 6ของรายการ คู่มือชั้น 13 ของโลกจากจีน ไปได้ 2-1 เกม 19-21, 21-16, 21-15 ใช้เวลาชิงชัย 70 นาที “บาส” เดชาพล กับ “ปอป้อ”สินทรัพย์สิรี ผ่านไปสู่รอบก่อนรองชนะเลิศไปพบกับ เชง ซีเหว่ย กับหวง หย่าเชียง คู่มือชั้น 1 ของรายการ คู่มือชั้น 1 ของโลกจากจีน

ชนิดหญิงผู้เดียวรอบสอง (16 คน) “เมย์” รัชนก อินทนนท์ มือชั้น 6ของรายการ มือชั้น 8 ของโลก เอาชนะ หาน หยู่ มือชั้น 34 ของโลกจากจีน ไปได้ 2-0 เกม 21-15, 21-14 ใช้เวลาชิงชัย 38 นาที“เมย์” รัชนก ผ่านไปสู่รอบก่อนรองชนะเลิศไปพบกับ เฉิน ยู่เฟยมือชั้น 4 ของรายการ มือชั้น 4 ของโลกจากจีน

“ครีม” บุศนันทน์ อึ๊งบำรุงพันธ์ มือชั้น 26 ของโลก พ่ายแพ้ให้กับพูสซารา สินธุ มือชั้น 3 ของรายการรวมทั้งของโลกจากประเทศอินเดีย ไป 0-2 เกม 12-21, 15-21 ใช้เวลาชิงชัย 37 นาที
Advertisement

“หมิว” พรปวีณ์ ช่อยกสกุล มือชั้น 22 ของโลก ปราชัยให้กับ เฉิน ยู่เฟย มือชั้น 4 ของรายการและก็ของโลกจากจีน 1-2 เกม 21-19, 9-21, 10-21ใช้เวลาแข่ง 52 นาที

จำพวกหญิงคู่รอบสอง (16 คู่) “กิ๊ฟ” ควรมายากลพรรณ กิติเตียนธารกุล กับ “ทิวทัศน์” รวินดา ประเจตนา คู่มือชั้น 8 ของรายการคู่มือชั้น 7 ของโลก แพ้ให้กับ หลี่ เหวินเหม่ย กับ เชง ยู่ คู่มือชั้น135 ของโลกจากจีน ไป 0-2 เกม 16-21, 20-22

“เอิร์ธ” พุธิตา สุภจิรกุล กับ “ปอป้อ” สมบัติพัสถานสิรี แต้รัตนชัยคู่มือชั้น 192 ของโลก พ่ายแพ้ให้กับ มายุ มัตซูโมโต กับ วากานะนากาฮาระ คู่มือชั้น 5 ของรายการ คู่มือชั้น 4 ของโลกจากประเทศญี่ปุ่น ไป 0-2 เกม 19-21, 15-21