สาระอื่นๆ

ประโยชน์ของการเล่นเกมส์ ที่ผู้ปกครองควรรู้ 2565

ประโยชน์ของการเล่นเกมส์ ที่ผู้ปกครองควรรู้ 2565

การเล่นเกมส์ในโทรศัพท์มือถือหรือจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ในปัจจุบันนี้ไม่ใช่สิ่งที่ทำให้เกิดโทษเสมอไป เพราะมีเกมส์ที่ผลิตออกมาตอบโจทย์ความบันเทิงที่หลากหลายรูปแบบมากยิ่งขึ้น ถ้าคุณเป็นผู้ปกครองที่มีบุตรหลานชอบเล่นเกมส์ออนไลน์ เราอยากให้อ่านบทความนี้เพื่อให้เห็นประโยชน์ด้านดีของการเล่นเกมส์ที่คุณอาจไม่รู้มาก่อน

ทำให้ได้อาชีพ

หลายคนได้อาชีพจากการเล่นเกมส์ออนไลน์ เช่น เป็นนักกีฬา e-sport ที่เล่นเกมส์แบบมืออาชีพมีรายได้ประจำแบบนักกีฬาฟุตบอลของสโมสรหรือนักกีฬาทีมชาติ นอกจากนี้ ยังเป็นแรงบันดาลใจให้เรียนต่อเป็นนักออกแบบเกมส์ นักกราฟิก หรือเป็นติวเตอร์ด้านเกมส์ที่สอนคนอื่น ๆ ทาง YouTube ให้เล่นได้เก่งเหมือนตัวเอง ตรงนี้ถือว่าเป็นรายได้ที่มากกว่าการทำงานประจำหลายเท่าตัวเลยทีเดียว

ได้เก่งภาษา

เกมส์ส่วนใหญ่จะใช้ภาษาอังกฤษ ภาษาจีนหรือภาษาญี่ปุ่นเป็นบทบรรยายหรือสนทนาระหว่างผู้เล่น คนที่ชอบเล่นเกมส์จึงได้เรียนรู้การใช้ภาษาต่าง ๆ ไปในตัว ไม่ต่างจากคนที่ชอบดูหนังฟังเพลงที่ได้เก่งภาษาต่างประเทศ กลายเป็นคนมีความสามารถในการฟังพูดอ่านเขียนได้หลายภาษาไปโดยปริยาย ดังนั้นหากอยากให้บุตรหลานเก่งภาษา ก็ต้องให้โอกาสเขาเล่นเกมส์ที่ชอบเพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้สนใจเรียนภาษาต่างประเทศมากยิ่งขึ้นด้วย

ช่วยให้การทำงานเป็นทีมดีขึ้น

เกม MOBA หรือแนวกลยุทธ์ที่ต้องวางแผนร่วมกันเป็นเทคนิคสำคัญที่ทำให้คนเล่นเกมส์ทำงานเป็นทีมเวิร์คเก่งขึ้น ทำให้ได้ฝึกการคิดวางแผนและสามัคคีกันในการบรรลุเป้าหมายที่วางไว้ ทั้งยังให้กลายเป็นคนที่รับฟังความคิดเห็นคนอื่นมากขึ้นได้ด้วย

ได้สังคมเพื่อนที่กว้างขึ้น

มีนักเล่นเกมส์หลายคนที่รู้จักเพื่อนในต่างประเทศหรือทำช่องยูทูปเบอร์กับชาวต่างชาติอันเนื่องมาจากความชอบในเรื่องเกมส์เหมือนกัน ทำให้เกิดมิตรภาพข้ามพรมแดนและยังเป็นแหล่งช่องทางสร้างรายได้เสริมร่วมกัน เช่น การเปิดร้านขายอุปกรณ์เกมส์นำเข้าที่เป็นเครือข่ายร่วมกันทำให้ได้อาชีพเสริมและรู้จักเพื่อนในวงการเกมส์ที่กว้างขึ้น

เพิ่มทักษะเสริม

ทักษะเสริมเพิ่มได้ตามชนิดของเกมส์ที่ชอบเล่น อย่างบางคนชอบเกมส์จับผิดภาพ ก็จะทำให้เป็นคนช่างสังเกตรายละเอียดมากขึ้น คนที่ชอบเล่นเกมส์คำนวณเลขก็จะทำให้คิดเลขได้รวดเร็วขึ้น คนที่ชอบเล่นเกมส์แนวสืบสวนสอบสวนก็จะทำให้เป็นคนคิดวิเคราะห์วางแผนเก่งขึ้น เป็นต้น

มีทักษะหลักหลายด้านที่ถูกพัฒนาขึ้นได้จากการเล่นเกมส์ และยังทำให้มีโอกาสสร้างอาชีพและเกิดรายได้จากเกมส์ได้ด้วย เพียงควบคุมเวลาในการเล่นให้เป็นสัดส่วนไม่กระทบต่อการเรียนหรือการใช้ชีวิตในสังคมได้ ก็จะทำให้การเล่นเกมส์เป็นการใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ในระยะยาวได้

ปั๊มน้ำทำงานเองตลอดเวลา แต่น้ำไม่ไหล เกิดจากอะไร?

ปั๊มน้ำทำงานเองตลอดเวลา แต่น้ำไม่ไหล เกิดจากอะไร?

หลาย ๆ บ้านหรือตามโรงงาน มักเจอปัญหาเกี่ยวกับปั๊มน้ำอยู่บ่อย ๆ ซึ่งแน่นอนว่าเรื่องนี้ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น โดยปกติแล้วปั๊มน้ำมักเสื่อมสภาพไปตามอายุการใช้งาน อย่างไรก็ตามเมื่อมีปัญหา เราก็ไม่ควรปล่อยทิ้งไว้นาน ต้องรีบซ่อมแซมแก้ไขทันที ทั้งนี้ เมื่อปั๊มน้ำมีปัญหา คุณต้องหาสาเหตุว่าเกิดจากสาเหตุอะไร ทำไมปั๊มน้ำจึงทำงานเอง ทั้ง ๆ ที่ไม่มีคนใช้น้ำ เรามาดูกันว่าปัญหานี้เกิดจากอะไรและต้องแก้ไขอย่างไร

1. หาจุดเสียหายของอุปกรณ์

โดยปกติแล้ว ปั๊มน้ำจะใช้หลักการดูดน้ำเข้าไปในถังความดันเรื่อย ๆ เมื่อระดับน้ำพร่องจากการใช้น้ำ เช่น ซักผ้า รดน้ำต้นไม้ ฯลฯ เพื่อให้น้ำเข้าไปแทนที่อากาศตรงพื้นที่ว่างเปล่าภายในตัวถังความดัน ตรงจุดนี้ ให้คุณสังเกตการไหลของน้ำว่าเป็นไปตามปกติหรือไม่ และตรวจสอบว่าอุปกรณ์ในปั๊มน้ำมีชิ้นส่วนใดเสียหายหรือไม่ เช่น แหวนกันสึก, ลูกปืน หรืออื่น ๆ หากชิ้นส่วนเหล่านี้เสียหายจะได้ทำการเปลี่ยน เพียงเท่านี้อาจใช้ได้เป็นปกติแล้ว

2. ปั๊มน้ำมีลมน้อยเกินไป

ในปั๊มน้ำจะไม่ใช่มีเพียงแต่น้ำจากระบบน้ำประปาเท่านั้น ยังมีส่วนของลม ที่ถูกอัดเข้าไป เป็นตัวช่วยดันน้ำในระบบให้ไหลด้วย หากในระบบปั๊มน้ำมีปริมาณลมหรืออากาศน้อยเกินไป จะทำให้เครื่องทำงาน แต่มีแรงส่งน้ำต่ำ น้ำจึงไม่ไหล ทั้งที่ได้ยินเสียงเครื่องทำงานตลอดเวลา วิธีแก้ไข คือ ให้เติมลมเข้าสู่ระบบปั๊มน้ำเพิ่มหรือไล่น้ำที่มีมากเกินไปออกจากระบบ โดยใช้ไขควงไขวาล์วที่อยู่ด้านล่างของปั๊มเพื่อให้น้ำออก แล้วตามด้วยการไขวาล์วที่อยู่ด้านบนเพื่อปรับลม หลังจากนั้นให้เติมน้ำให้เต็มก่อนปิดฝา เพียงเท่านี้เครื่องปั๊มน้ำก็จะกลับมาทำงานได้ดีดังเดิม 

3. ขนาดปั๊มน้ำกับมอเตอร์ไม่สัมพันธ์กัน

หากปั๊มน้ำของคุณมีขนาดใหญ่ และมอเตอร์ปั๊มน้ำมีขนาดเล็กเกินไป ขนาดที่ไม่สอดคล้องกันนี้จะทำให้กำลังดูดซึมและการส่งน้ำไม่เพียงพอ จนนำมาซึ่งปัญหาที่ทำให้เกิดเหตุที่เราเรียกว่า ปั๊มน้ำทำงานเอง แต่น้ำไม่ไหล โดยมากเกิดจากในบ้านมีการใช้น้ำพร้อมกันจนน้ำเข้าสู่ระบบไม่ทัน วิธีแก้ไข คือ เปลี่ยนขนาดมอเตอร์ปั๊มน้ำให้มีขนาดใหญ่ขึ้น เพื่อให้ระบบการดูดและดันน้ำภายในท่อทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

4. มีการอุดตันภายในหรือท่อส่งน้ำแตกชำรุด

การอุดตันด้วยเศษใบไม้กิ่งไม้ ก้อนดิน หินหรือขยะ มันมาพร้อมกับการแตกรั่ว ทำให้น้ำในท่อไหลไม่สมบูรณ์ วิธีแก้ไขที่ดีที่สุดคือ สำรวจแต่ละข้อต่อ โดยเปิดปิดวาล์วของท่อแต่ละช่วง เพื่อเช็คการรั่วไหลได้อย่างละเอียดและหาตำแหน่งที่ท่อชำรุดเสียหายได้อย่างรวดเร็ว หากพบว่ามีการอุดตัน ก็ต้องถอดท่อมาทำความสะอาด หรือหากพบว่ามีการชำรุดที่ใดก็ต้องเปลี่ยนท่อใหม่

ปัญหาปั๊มน้ำทำงานเองมีหลายสาเหตุ หากเกิดขึ้นแล้วไม่ควรนิ่งนอนใจ ต้องรีบหาสาเหตุเพื่อแก้ไขตั้งแต่การเสียหายอยู่ในระดับน้อย แต่หากมีความเสียหายมากหรือขนาดปั๊มและมอเตอร์ไม่เหมาะสม อาจต้องปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเพื่อเปลี่ยนชิ้นส่วนอุปกรณ์เป็นการป้องกันปัญหาในระยะยาวต่อไป

5 เรื่องต้องรู้สำหรับมือใหม่อยากลงทุนเพื่อสร้างความมั่นคงทางการเงินในอนาคต

5 เรื่องต้องรู้สำหรับมือใหม่อยากลงทุนเพื่อสร้างความมั่นคงทางการเงินในอนาคต

ต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่าความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นได้ตลอดเวลาบนโลกใบนี้ ดังนั้นเพื่อวางแผนให้กับอนาคตที่ไม่อาจคาดเดาได้ จึงจำเป็นต้องมีเงินทุนสำรองไว้เผื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิด เครื่องมือหนึ่งที่คนนิยมเพื่อการสร้างเงินออมได้ดีคือรู้จักการใช้เงินต่อเงิน หรือก็คือการลงทุนที่เทียบได้กับการออมเงินไว้ใช้ในยามเกษียณนั่นเอง ดังนั้นวันนี้จะมาเรียนรู้เรื่องการลงทุนสำหรับมือใหม่กัน

เรามักได้ยินกันอยู่บ่อยครั้งว่าการลงทุนคือความเสี่ยง จึงมีคนไม่น้อยที่ไม่กล้าจะนำเงินที่ออมไว้มาลงทุน แต่แท้จริงแล้วการลงทุนมีหลายประเภท ขึ้นอยู่กับรสนิยมและทางเลือกในการลงทุนของผู้ลงทุนมากกว่า ซึ่งสำหรับมือใหม่อยากลงทุนควรต้องเรียนรู้สิ่งสำคัญ 5 ข้อประกอบด้วย

  1. รู้จักตัวเองคือเรื่องสำคัญก่อนคิดจะลงทุน หมายความว่าต้องวิเคราะห์เป้าหมายการลงทุนของตัวเองให้ได้ เช่น ต้องการลงทุนเพื่ออะไร ต้องใช้เงินทุนมากแค่ไหนหรือต้องออมนานเท่าไหร่ อย่างน้อยจะได้เลือกประเภทของการลงทุนให้ถูกจริตกับพฤติกรรมการออมของตัวเอง ยกตัวอย่างเช่น การกู้เงินซื้อบ้าน ก็ต้องหมั่นออมเงินเป็นประจำเพื่อผ่อนชำระดอกเบี้ยกับธนาคารให้ครบและจ่ายให้ตรงทุกงวด ไม่เช่นนั้นหากมีการผิดชำระหนี้นอกจากจะสูญเงินที่ผ่อนจ่ายไปแล้ว ยังต้องเสียบ้านให้กับธนาคารอีกด้วย
  1. รู้จักระดับความเสี่ยงที่ตัวเองยอมรับได้ เพื่อเลือกประเภทของการลงทุนให้เหมาะสม เพราะแน่นอนว่าหากลงทุนมากย่อมได้ผลตอบแทนมาก และความเสี่ยงจากการลงทุนก็จะมากตามไปด้วย คนที่ยอมรับความเสี่ยงในระดับสูงได้อาจเลือกลงทุนในหุ้นจากตลาดหลักทรัพย์ซึ่งต้องมีการติดตามการลงทุนเป็นประจำเพื่อให้ได้ผลตอบแทนที่ต้องการ ตรงกันข้ามกับคนที่ยอมรับความเสี่ยงได้น้อยอาจเลือกลงทุนในกองทุนรวมหรือออมจากเงินฝากประจำปลอดภาษีก็ได้ แม้ว่าจะได้รับผลตอบแทนน้อยกว่า แต่ก็อุ่นใจได้ว่าจะมีเงินออมเก็บไว้ใช้ในอนาคต
  1. รู้จักวางแผนในการลงทุน เช่น ตั้งเป้าหมายจะซื้อบ้านในอีก 3 ปีข้างหน้า ก็ต้องเริ่มจากกันเงินส่วนหนึ่งจากรายได้ประจำมาเพื่อออม เมื่อเวลาผ่านไป 1 ปีควรมาดูว่าเงินที่ออมไว้เพียงพอต่อการซื้อบ้านที่อยากได้หรือไม่ หากไม่พอก็ต้องหาช่องทางการลงทุนอื่น เช่น ลงทุนในกองทุนรวมเพิ่มเติม เพื่อให้ในปีที 3 จะสามารถมีเงินทุนเพียงพอที่จะซื้อบ้านตามที่วางแผนไว้ได้ เป็นต้น
  1. ติดตามการลงทุนและวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานอยู่เสมอ เพราะไม่ว่าจะเลือกลงทุนประเภทไหน ก็ควรมีการติดตามปัจจัยที่อาจส่งผลกระทบต่อการลงทุนอย่างต่อเนื่องเพื่อจะได้วางแผนได้ถูกต้องว่าควรจะเลือกลงทุนต่อหรือหยุดการลงทุนไว้ก่อนเมื่อสถานการณ์เปลี่ยนแปลงไปจากเหตุการณ์เริ่มแรกที่ได้ลงทุนไป เช่น หากการเกิดการผันผวนในตลาดหุ้นก็ต้องพิจารณาว่าจะถือหน่วยลงทุนต่อเพื่อไว้เก็งกำไรในอนาคต หรือจะขายหน่วยลงทุนทิ้งเพื่อไม่ให้เกิดการขาดทุนที่มากเกินยอมรับได้
  1. มีวินัยและหมั่นออมตามแผนการลงทุน โดยเฉพาะการลงทุนที่ต้องมีการออมอย่างต่อเนื่อง เช่น การออมผ่านบัญชีเงินฝากประจำปลอดภาษีที่จะต้องมีการฝากเงินเข้าบัญชีเท่า ๆ กันทุกเดือนเป็นประจำจึงสามารถได้ผลตอบแทนตามที่ธนาคารกำหนด เพราะหากไม่มีวินัยและขาดฝากเป็นประจำ ผลตอบแทนที่ได้เมื่อครบสัญญาก็มีเพียงเงินต้นที่ฝากไว้โดยไม่ได้มีดอกเบี้ยเป็นเงินทุนที่เพิ่มมาแม้แต่นิดเดียว

การลงทุนเพื่ออนาคตคือสิ่งสำคัญ เพราะอนาคตคือความไม่แน่นอนที่ต้องอาศัยเงินออมไว้ใช้เพื่อแก้ปัญหา ดังนั้น ต้องเลือกวิธีการลงทุนที่เหมาะกับตัวเอง แล้วเริ่มลงมือทำตั้งแต่วันนี้

ทำอย่างไรจึงจะเป็นคนคิดคำคมได้เก่ง

ทำอย่างไรจึงจะเป็นคนคิดคำคมได้เก่ง

เวลาที่เราดูรายการโทรทัศน์หรือคลิปวิดีโอของนักพูดนักบรรยายผู้มีชื่อเสียง สิ่งที่เรามักจะได้ยินบ่อย ๆ จากท่านเหล่านี้ก็คือคำพูด คำบรรยายคม ๆ ที่ฟังแล้วรู้สึกประทับใจ จนหลายครั้งเราก็แอบสงสัยไม่ได้ว่า นักพูดนักบรรยายเหล่านี้เขาเอาคำคม ๆ พวกนี้มาจากที่ไหน

แล้วมีวิธีไหนไหม ที่คนธรรมดาอย่างพวกเราจะสามารถคิดคำคม ๆ ออกมาได้บ้าง เพื่ออย่างน้อยก็นำไปใช้ในการสื่อสารหรือการทำงานของเราเอง

คำคมที่นักพูดหรือแม้แต่นักเขียน ถ่ายทอดออกมาตามสื่อต่าง ๆ ล้วนไม่ได้เกิดขึ้นเพียงช่วงเวลาสั้น ๆ แต่ทุกอย่างเกิดจากสิ่งที่เรียกว่าประสบการณ์และการเรียนรู้

คำว่าประสบการณ์และการเรียนรู้ของผู้มีความสามารถในด้านการพูดหรือเขียนที่เราเห็น คือองค์ประกอบสำคัญที่ช่วยให้ท่านเหล่านั้นสร้างสรรค์คำคมดี ๆ ที่ได้ฟังหรือได้อ่านแล้วทำให้คนฟัง คนอ่านเกิดความประทับใจอย่างมาก โดยประสบการณ์และการเรียนรู้ที่ว่านี้ ก็ประกอบไปด้วย

1.การเป็นนักอ่านที่ดีมาก่อน
ไม่ว่าจะเป็นนักพูดหรือนักเขียนที่สามารถคิดคำคม ๆ ออกมาได้ตลอดเวลาการทำงาน ทุกท่านล้วนมีพื้นฐานความเป็นนักอ่านในตัวเองแทบทุกคน การอ่านเป็นหนึ่งในวิธีการสะสมคำ สะคมเทคนิคที่ได้มาจากหนังสือเล่มต่าง ๆ เมื่ออ่านมาก คลังคำศัพท์ก็จะมีมาก ทำให้สามารถดึงคำที่แตกต่างในรูปลักษณ์ แต่มีความหมายเดียวกันมาใช้ได้ในเวลาที่ต้องการเสมอ

2.การเป็นนักฟังที่ดีมาก่อน
นอกจากนักพูดหรือนักเขียนส่วนมากจะเป็นนักอ่านที่ดีมาก่อน แทบทุกท่านก็ต้องเป็นนักฟังที่ดี เพื่อที่จะได้สะสมข้อมูลความรู้จากผู้คนที่ได้พูดคุยสนทนาด้วย เก็บไว้เป็นวัตถุดิบสำคัญในการนึกคำคมออกได้ง่าย ๆ ในเวลาที่ต้องบรรยายหรือเขียนหนังสือ

3.การเป็นนักคิด นักสร้างสรรค์
การมีนิสัยเป็นคนช่างคิด ช่างสร้างสรรค์เป็นพื้นฐานสำคัญของการที่จะสามารถคิดคำคม ๆ ได้เป็นธรรมชาติ เพราะสิ่งเหล่านี้เหมือนการฝึกทักษะอย่างหนึ่ง หากทำบ่อย ๆ คิดในสิ่งที่แปลกแตกต่างอยู่เสมอ รู้จักประยุกต์สิ่งต่าง ๆ เข้าไว้ด้วยกันเพื่อให้เกิดสิ่งใหม่ ความสามารถในการสร้างสรรค์คำก็จะเกิดขึ้นเองโดยอัตโนมัติในที่สุด

4.กล้าที่จะลงมือทำ
ความกล้าคือปัญหาของคนที่ไม่ประสบความสำเร็จ คนที่เราเห็นว่าท่านคิดคำคม ๆ ออกมาอยู่เสมอ ๆ ล้วนเริ่มต้นมาจากความกล้าที่จะลงมือทำ แรก ๆ อาจมีถูกบ้าง ผิดบ้าง ใช้ได้บ้าง ไม่ได้บ้าง แต่เมื่อเริ่มต้นลงมือไปแล้ว สิ่งที่จะสอนเราก็คือประสบการณ์ ประสบการณ์จะทำให้เราพัฒนาจากจุดเริ่มต้นอยู่เสมอ

การจะเป็นคนที่สร้างสรรค์คำคมเก่ง ๆ ไม่จำเป็นต้องอาศัยพรสวรรค์ เราสามารถฝึกฝนได้ ขอเพียงให้มีความพยายาม ไม่นานคำดี ๆ คำคม ๆ ที่สร้างสรรค์มาจากความคิดของเราจะปรากฏให้เห็นเอง

อยากให้ครอบครัวเป็น Safe Zone

อยากให้ครอบครัวเป็น Safe Zone

พ่อแม่ทุกคนต่างอยากให้ครอบครัวเป็นพื้นที่ที่สามารถให้ความปลอดภัยกับลูก ๆ ได้ หรือ บ้านเป็นพื้นที่ Safe Zone ของลูก รู้สึกอบอุ่นเมื่อได้อยู่ รู้สึกปลอดภัยทุกครั้งเมื่อได้กลับมา เมื่อลูกมีปัญหาก็อยากให้ลูกเล่าให้พ่อแม่ฟังเป็นคนแรก เพราะไม่มีใครจะหวังดีกับลูกไปมากกว่าพ่อแม่อีกแล้ว พ่อแม่เป็นกังวลทุกครั้งเมื่อลูกออกนอกบ้าน อยากรู้เรื่องราวต่าง ๆ ที่ลูกพบเจอไม่ว่าจะเป็นความสุขหรือความทุกข์ หากเป็นความสุข พ่อแม่จะยินดีและชมเชย หากเป็นความทุกข์พ่อแม่ก็ยินดีรับฟังและให้กำลังใจ คอยเป็นที่ปรึกษา

อยากให้ลูกเล่าเรื่องราวต่าง ๆ ที่เขาพบเจอให้เราฟัง เมื่อลูกมีปัญหา ครอบครัวคือที่แรกที่ลูกจะนึกถึงพ่อแม่ ต้องทำให้ลูกรู้สึกว่าบ้านคือพื้นที่เซฟโซน เป็นพื้นที่ที่ปลอดภัยของลูก เป็นที่พึ่งพาทั้งทางกายและทางจิตใจของเขา เราจะพามาดูกันว่าพื้นฐานครอบครัวที่ดีต้องมีลักษณะแบบไหน

สร้างโอกาสในบ้านให้ลูกได้พูดคุยกับพ่อแม่

สร้างโอกาสเพื่อพูดคุย สร้างความสนิทสนม ลองสังเกตดูว่าครอบครัวของเราจะมาอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันเวลาไหนบ้าง อย่างเช่น ช่วงเวลาทานข้าว เวลาดูทีวี หรือสถานการณ์อื่น ๆ ที่อยู่ด้วยกัน ทำไม ต้องสร้างโอกาสเพื่อพูดคุยกันด้วยล่ะ? ในเมื่ออยู่บ้านหลังเดียวกันก็ต้องเจอกันอยู่แล้ว ใช่บางครอบครัวอยู่ด้วยกันเจอหน้ากันทุกวัน แต่ไม่มีโอกาสได้พูดคุยกันเลย ต่างคนต่างทำกิจกรรมของตนหรืออยู่แต่ในห้อง ยิ่งยุคสมัยที่มีเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทเยอะ ยิ่งทำให้คนในครอบครัวห่างเหินกัน ทุกคนต่างสนใจกับเรื่องราวบนหน้าจอ ผลบอลสด 888 จนละเลยคนในครอบครัว

การสร้างโอกาสจึงจำเป็นมาก ๆ เพื่อให้คนในครอบครัวได้เปิดอกพูดคุยกัน เช่น วันนี้แม่เตรียมอาหารมื้อเย็นเอาไว้ เป็นของโปรดของทุกคน และเอ่ยปากชวนทุกคนมาทานอาหารพร้อมกัน หรือ วันหยุดจากการเรียน การทำงาน ของพ่อแม่และลูก ชวนกันมาปลูกต้นไม้สร้างความสนิทสนมและได้พูดคุยกัน แม่อาจจะเปิดประเด็นถามลูกก่อนว่า เรียนกับเพื่อนที่โรงเรียนสนุกไหม หรือทำงานเป็นยังไงบ้าง และอาจจะเล่าเรื่องราวของพ่อแม่บ้างว่าในสมัยที่แม่เรียนเป็นอย่างนี้นะ แบบนี้นะ ถ้าทำแบบนี้บ่อย ๆ ก็จะทำให้เกิดความเคยชิน และลูกก็จะมีความสนิทสนมและเล่าเรื่องราวต่าง ๆ ให้กับพ่อแม่ฟัง

เปิดเผยอารมณ์ ความรู้สึก ให้ลูกได้รับรู้บ้าง

พ่อแม่หลายคนที่กังวลกับการเปิดเผยความรู้สึกให้ลูกได้รับรู้ หรือเขินอายที่จะแสดงความรู้สึกกับลูก ไม่กล้าเปิดเผยเรื่องที่ตนกังวลให้ลูกได้รับรู้ เมื่อลูกถามว่าพ่อแม่เป็นอะไร พ่อแม่หลายคนมักจะตอบว่าไม่ใช่เรื่องของเด็ก ไม่ต้องยุ่ง แบบนี้จะทำให้เด็กจดจำไม่กล้าเปิดใจถาม และอาจจะทำให้ไม่กล้าเปิดเผยปัญหาของตนเองด้วย เพราะกลัวว่าพ่อแม่จะไม่เข้าใจตน

ลองเปลี่ยนวิธีคุยกับลูกดูไหม เล่าปัญหาของที่บ้านให้ลูกได้รับรู้เมื่อพวกเขาถาม อาจจะบอกเท่าที่จำเป็นและอธิบายให้เขาเข้าใจว่า ลูกไม่ต้องกังวลทำหน้าที่ของลูกให้ดีที่สุด เป็นการเปิดโอกาสให้ลูกได้เป็นผู้ฟัง หรือจะเป็นปัญหาเล็ก ๆ น้อย ๆ ในชีวิตประจำวัน เวลาคุณกลับมาจากทำงานอธิบายกับลูกว่าคุณเหนื่อย ช่วยเอาน้ำให้พ่อแม่หน่อยหรือช่วยนวดแม่หน่อย ทำแบบนี้บ่อย ๆ เป็นการสอนให้เขารู้จักดูแลผู้อื่น และกล้าเปิดเผยอารมณ์ ความรู้สึก เป็นห่วงผู้อื่น หรือกล้าเปิดเผยความรู้สึกกับพ่อแม่เอง

มอบความรัก ความอบอุ่น ให้กับลูก

มนุษย์ทุกคนต้องการความรัก โดยเฉพาะความรักจากผู้เป็นพ่อแม่ จากครอบครัว แสดงความรักให้คนในครอบครัวทุก ๆ วัน ให้เกิดความเคยชิน เช่น การกอด การหอม พูดบอกรัก ทำแบบนี้ทุก ๆ วัน ก่อนไปทำงาน ส่งลูกไปโรงเรียน ทำทุก ๆ วันให้เป็นเรื่องปกติครอบครัวจะเกิดความใกล้ชิดสนิทสนม

ให้กำลังใจกัน สนับสนุนลูก

ลูกของเรามีความสามารถ อย่าเอาความสามารถของลูกไปเปรียบเทียบกับคนอื่น ชื่นชมเขาเมื่อเขาสร้างผลงานออกมาไม่ว่าผลจะออกมาดีหรือไม่ดี ให้กำลังใจลูกบ้าง “ลูกทำดีที่สุดแล้ว” “ครั้งหน้าเอาใหม่นะ สู้ ๆ” “ลูกแม่เก่งจังเลย” แค่พูดประโยคเหล่านี้ออกมาก็ทำให้ลูกเรามีกำลังใจและไม่กลัวที่จะเปิดเผยให้เราได้รับรู้ หากพ่อแม่ดุด่าว่าทำไมถึงทำได้ไม่ดีเหมือนลูกคนอื่น แบบนี้จะทำให้เด็กมีปมด้อยและเก็บกด จนไม่กล้าที่จะเปิดเผยความรู้สึกเพราะกลัวพ่อแม่จะผิดหวัง และกลัวพ่อแม่จะตำหนิ

รับฟังความคิดเห็นของลูก

พ่อแม่หลายคนอาจจะคิดว่าสิ่งที่ตนเลือก สิ่งที่ตนคิดเป็นสิ่งที่ดีที่สุดต่อลูกแล้ว แต่บางทีลูกเราอาจจะไม่ได้ต้องการเหมือนที่พ่อแม่คิด กลายเป็นว่าพ่อแม่คิดแทนลูกเองทั้งหมด ลองเปิดใจรับฟังความคิดเห็นของลูก เป็นที่ปรึกษาให้กับลูก

ให้เวลากับครอบครัว

ความสนิทสนมของคนในครอบครัวจะทำให้สมาชิกกล้าเปิดเผยซึ่งกันและกันมากยิ่งขึ้น หาเวลามาอยู่กับครอบครัว ทำกิจกรรมร่วมกันสร้างความสัมพันธ์ให้แน่นแฟ้น สร้างบรรยากาศในบ้านให้ลูกรู้สึกว่าบ้านคือที่ปลอดภัย บ้านคือพื้นที่เซฟโซนสำหรับพวกเขา ลดปัญหาเด็กมีปัญหาไปหาที่พึ่งนอกบ้าน ที่อาจจะสร้างปัญหาอื่น ๆ ตามมา และที่สำคัญที่สุดลูกจะโตมาเป็นผู้ใหญ่แบบไหนอยู่ที่พื้นฐานของครอบครัวเป็นสำคัญที่สุด

ทำอะไรเสริมรายได้ดีในช่วงโควิดระบาด

ทำอะไรเสริมรายได้ดีในช่วงโควิดระบาด

ในช่วง 2-3 ปีมานี้ เราทุกคนต่างประสบปัญหารายได้ที่ลดลง ไม่ว่าจะเป็นลูกจ้างผู้ประกอบการ ฟรีแลนซ์ ต่างคนต่างมีเงินเข้าสู่กระเป๋าน้อยลงกว่าครึ่ง ทำให้ต่างมองหาอาชีพเสริมที่น่าจะทำได้ โดยใช้ต้นทุนต่ำหรือสามารถเรียนรู้ได้ในเวลาอันสั้น เพื่อสร้างสินค้าและบริการที่คนส่วนใหญ่มีกำลังทรัพย์ที่จะจ่าย มาดูกันว่ามีงานอะไรบ้าง

1.ทำเบเกอรี่ขาย
หลายคนที่ไม่ชอบเข้าครัว อาจรู้สึกว่าเป็นเรื่องยาก แต่ที่จริงแล้วเพียงคุณมีหม้อหุงข้าวหรือเตาอบขนาดเล็ก ก็สามารถทำเบเกอรี่ขายได้ โดยเรียนรู้สูตรจาก YouTube ปรับแต่งรสชาติตามความต้องการ อาจจะเป็นบราวนี่หรือเค้กญี่ปุ่นแบบง่าย ๆ แล้วให้คนรอบตัวชิมรสชาติ ก่อนจะโพสต์ขายในเพจ facebook

2.เขียนบทความขาย
ถึงแม้กิจการบนโลกออฟไลน์จะต้องหยุดชะงัก แต่การค้าขายบนโลกออนไลน์กับคึกคักแทน เพราะทุกคนต่าง work from home ทำงานจากที่บ้าน การสั่งสินค้าออนไลน์จึงเป็นที่นิยม บทความที่ช่วยกระตุ้นยอดขายจึงได้รับความนิยมตามไปด้วย ถ้าคุณมีความสามารถในการเขียนส่งเสริมการขาย รีวิวสินค้าต่าง ๆ สามารถรับจ้างเขียนได้โดยเข้าไปในกลุ่มนักเขียนใน Facebook หรือเว็บไซต์รับนักเขียน

3.เป็นคนกลางนำเสนอขายสินค้า
การเป็นพรีเซนเตอร์ขายสินค้าหรือ รับจ้างประชาสัมพันธ์โดยนำมาโฆษณาในเพจหรือยิงโฆษณาให้แก่ลูกค้า โดยคิดเป็นรายเดือนหรือต่อโปรเจกต์ สามารถช่วยเพิ่มรายได้ให้แก่คุณเดือนละหลายพันบาท ถ้าเป็นผู้มีความสามารถในการนำเสนอสินค้าอย่างน่าสนใจ หรือถนัดยิงโฆษณาไปถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายได้อย่างเหมาะสม ก็สามารถนำความสามารถนี้มาสร้างรายได้เสริมได้ด้วยเช่นกัน

4.ทำอาหารขาย
ทุกคนต่างต้องรับประทานอาหารและเมื่อการทำอาหารด้วยตัวเองในยุคนี้ไม่สะดวกในการจับจ่ายซื้อวัตถุดิบที่ตลาด ผู้คนจึงนิยมสั่งทางระบบออนไลน์มากกว่า หากคุณเป็นคนที่ชอบทำอาหารอยู่แล้ว ก็สามารถเปิดรับออเดอร์จากคนใกล้ตัว เช่น กลุ่มไลน์ หรือ เพื่อนในเฟซบุ๊ก จะทำให้มีรายได้อย่างน้อยวันละ 500-1000 บาทได้

5.สอนออนไลน์
ในระยะหลังมีปัญหาผู้ปกครองบ่นกันมากเรื่องให้ลูกเรียนออนไลน์ ซึ่งเด็กมักมีสมาธิน้อย อยากจะเล่นมากกว่า และพ่อแม่บางคนก็ต้องใช้เวลาไปหารายได้เพิ่มมาชดเชยกับส่วนที่หายไป งานสอนพิเศษออนไลน์ จึงเป็นอีกทางหนึ่งที่ตอบโจทย์ลูกค้าและคุณยังได้ใช้วิชาความรู้เพื่อสร้างอาชีพเสริม

การเพิ่มรายได้ในช่วงโควิดระบาดเป็นเรื่องที่ไม่ยากเกินไป ขอเพียงเราจะไม่ท้อแท้และ พิจารณาว่าตัวเองมีความสามารถด้านไหนเป็นพิเศษหรือมีความชอบในสิ่งใดและพัฒนาฝึกฝนให้มีเอกลักษณ์ ก็จะสามารถผลิตผลงานที่มีจุดขายแตกต่าง ทำให้เกิดรายได้ตามมาอย่างแน่นอน

ตำนานไพ่ทาโร่ต์ (ไพ่ยิปซี) จากเกมส์ไพ่มาสู่ศาสตร์แห่งการทำนายชั้นสูงได้อย่างไร

ตำนานไพ่ทาโร่ต์ (ไพ่ยิปซี) จากเกมส์ไพ่มาสู่ศาสตร์แห่งการทำนายชั้นสูงได้อย่างไร

ไพ่ยิปซี หรือ ไพ่ทาโรต์ (Tarot) เป็นหนึ่งในศาสตร์การทำนายที่ท้าทายต่อวิทยาการสมัยใหม่เป็นอย่างมาก เนื่องจากความลึกลับที่สามารถให้คำทำนายได้อย่างแม่นยำ โดยไม่ต้องอาศัยการวิเคราะห์ หรือการคำนวณสถิติจากวันเดือนปีเกิดแต่อย่างใด เพียงแค่อาศัยจิตอันเป็นสมาธิแน่วแน่ ในการสื่อสารกับจิตวิญญาณหรือพลังงานบางอย่างผ่านรูปภาพเชิงสัญลักษณ์และเรื่องราวบนตัวไพ่ เพื่อขอคำชี้แนะ หรือแนวทางในการใช้ชีวิตต่อไปข้างหน้าได้อย่างเหมาะสม

ที่มาของไพ่ยิปซี
ไพ่ยิปซี หรือทาโร่ต์ มีความคลุมเครือไม่ปรากฏที่มาแน่ชัดว่ามีต้นกำเนิดมาจากที่ใด แต่สันนิษฐานว่ามีที่มาจากพวกดราวิเดียน (กลุ่มชนเร่ร่อนที่ถ่ายทอดอารยธรรมให้แก่ชาวบาบิโลเนียน) การเคลื่อนย้ายของประชากรจำนวนหนึ่งที่ไปตั้งรกรากอยู่ในประเทศอียิปต์ และการปรากฏตัวของชนกลุ่มนี้ในประเทศอังกฤษเป็นต้นกำเนิดที่มาของคำว่า “ยิปซี”

เชื่อกันว่าไพ่มีต้นกำเนิดทางตอนเหนือของอิตาลีช่วงปลายศตวรรษที่ 14 – 15 เนื่องจากภาพหลายภาพของ Major Arcana มีความคล้ายคลึงกับภาพสลักในช่วงต้นของบทกวีอิตาลี โดยมีรูปแบบคล้ายกับเกมส์ไพ่ชื่อ Tarocchi ที่มี 22 ใบเหมือนกัน ต่อมาภายหลังไพ่ถูกเรียกเป็น Torot เมื่อแพร่หลายเข้าสู่ประเทศฝรั่งเศส ไพ่ยิปซีไม่ได้ถูกมองเป็นสัญลักษณ์เชิงลึกลับจนกระทั่งปลายศตวรรษที่ 18 เมื่อชายที่ชื่อ Antoine Court de Gébelin ได้เขียนหนังสือ (The Book Of Thoth) เชื่อมโยงไพ่กับตำนานอียิปต์โบราณโดยอ้างว่าสัญลักษณ์บนไพ่ทาโรต์มาจากภูมิปัญญาลับแห่งพระผู้เป็นเจ้าที่มีนามว่า Thoth จนกระทั่งปี ค.ศ.1780 จึงพบหลักฐานการดัดแปลงไพ่ทาโรต์เพื่อจุดประสงค์ในการทำนายเกิดขึ้นครั้งแรกในประเทศฝรั่งเศส

ล่วงมาจนถึงศตวรรษที่ 19 ไพ่ยิปซีได้มีการพัฒนารูปแบบเรื่อยมา จนมีความเป็นเอกภาพมากขึ้นเมื่อสำนักยิปซีฝรั่งเศส ได้สังคายนาไพ่ยิปซีครั้งใหญ่ โดยตีความว่าไพ่ยิปซีชุดหลักทั้ง 22 ใบ ว่ามีความเกี่ยวโยงกับอักขระ 22 ตัวของภาษาฮิบรูโบราณ ต่อมาในปี 1909 อาเทอร์ เอดเวิร์ด เวต (Arthur Edward Waite) ได้ว่าจ้างศิลปินหญิงชาวอังกฤษนามว่า พาเมลา โคลแมน สมิธ ให้วาดภาพไพ่ชุด Rider Waite เพื่อเป็นภาพประกอบหนังสือให้แก่บริษัท ไรเดอร์ (Rider) ผู้ผลิตไพ่และตำรายิปซีพยากรณ์ ไพ่ชุดนี้ได้รับการยอมรับจากนักพยากรณ์ยิปซีทั่วโลกว่าเป็นต้นแบบไพ่ยิปซี ที่ครบถ้วนด้วยสัญลักษณ์ทางธรรมชาติและที่มนุษย์คิดค้นขึ้น รวมทั้งรูปทรงเรขาคณิต ตลอดจนความหมายหรือสัญลักษณ์ทางศาสนาคริสต์ มีชื่อเสียงที่สุดจวบจนทุกวันนี้

ไพ่ยิปซีมีอะไรบ้าง และมีความหมายอย่างไร
ไพ่ยิปซี ในหนึ่งสำรับมีจำนวนทั้งสิ้น 78 ใบ จึงสามารถบอกรายละเอียดอันหลากหลายในการทำนายชีวิตได้มากมาย ประกอบด้วย ไพ่ชุดหลัก (Major Arcana) 22 ใบ และชุดรอง (Minor Arcana) 56 ใบ แบ่งออกเป็น 4 ชุดย่อย ชุดละ 14 ใบ ตามสัญลักษณ์ได้แก่ เหรียญ (Pentacles, Discs, Coins) ถ้วย (Cups, Chalices) ดาบ (Swords) และไม้เท้า (Wand) ซึ่งสัญลักษณ์ทั้งหมดใช้แทนธาตุทั้ง 4 คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ

  • ไพ่เหรียญ ธาตุดิน เกี่ยวกับเรื่องทางกายภาพ สสาร มักใช้ทำนายเรื่องการเงิน
  • ไพ่ถ้วย ธาตุน้ำ เกี่ยวกับความรักความสัมพันธ์
  • ไพ่ดาบ ธาตุลม ความมีเหตุผล ตรรกะการตัดสินใจต่าง ๆ ในชีวิต
  • ไพ่ไม้เท้า ธาตุไฟ หน้าที่การงาน หรือแรงขับเคลื่อนต่าง ๆ

การทำนายด้วยไพ่ยิปซีจะเเม่นยำเเค่ไหนนั้น ต้องอาศัยความเชี่ยวชาญในการตีความหมายจากนักพยากรณ์ และการทำจิตให้เป็นสมาธิทั้งจากนักพยากรณ์และผู้รับคำทำนาย การทำนายด้วยไพ่ยิปซีอาจช่วยให้มองเห็นภาพรวมในปัจจุบัน รวมถึงการช่วยชี้แนะแนวทางแก้ปัญหาในอนาคตได้ แต่จำไว้ว่าคนที่รู้ปัญหาและสามารถแก้ไขได้ตรงจุดที่สุดนั้นก็คือ ตัวคุณเอง

ข้อดีของการเลี้ยงสุนัขและแมว

ข้อดีของการเลี้ยงสุนัขและแมว

สุนัขและแมว เป็นสัตว์เลี้ยงที่มีหลากหลายสายพันธุ์ ซึ่งคนไทยนิยมเลี้ยงมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะคู่แต่งงานยุคใหม่ที่ยังไม่พร้อมมีลูก หรือครอบครัวใหญ่ที่มีผู้สูงอายุวัยเกษียณ เรามาดูกันว่า ข้อดีของการมีเลี้ยงสุนัขและแมวในบ้านจะมีอะไรบ้าง

1.ทำให้ผู้สูงอายุไม่เหงา
โดยธรรมชาติของสุนัขและแมว เป็นสัตว์ที่พร้อมเรียนรู้และมีปฏิสัมพันธ์ใกล้ชิดกับเจ้าของ บางสายพันธุ์อาจเข้าใจคำสั่งและอารมณ์ของเจ้าของได้มากมาย จึงเปรียบเสมือนเพื่อนใกล้ชิดที่ช่วยลดความเหงาให้แก่สมาชิกในบ้าน โดยเฉพาะผู้สูงอายุวัยเกษียณที่ต้องอยู่บ้านคนเดียว การได้เล่นพูดคุยกับสัตว์เลี้ยงจะทำให้อารมณ์แจ่มใส และลดปัญหาโรคสมองเสื่อมก่อนวัยได้

2.ฝึกความรับผิดชอบของเจ้าของ
มีหลายคนที่ถูกชะตาสุนัขและแมวบางตัว จนรับมาอุปการะเลี้ยงดู ทำให้ได้ฝึกความรับผิดชอบของตัวเองมากขึ้นโดยปริยาย เพราะต้องคอยดูแลให้อาหารเป็นเวลา พาสุนัขไปขับถ่าย เปลี่ยนทรายแมวเป็นประจำ แถมยังต้องคอยหมั่นอาบน้ำ พาไปตัดขนเป็นระยะอีกด้วย การมีสัตว์เลี้ยงจึงเท่ากับเป็นการปรับเปลี่ยนนิสัยให้แก่เจ้าของได้เป็นอย่างดี

3.สร้างรายได้จากคลิปยูทูป
โดยส่วนใหญ่แล้ว คนที่มีสัตว์เลี้ยงอย่างสุนัขและแมว มักเริ่มต้นจากความรัก แต่ด้วยความน่ารักของสัตว์เหล่านั้น จึงทำให้อัดคลิปกิจวัตรประจำวันต่าง ๆ และอยากแบ่งปันความสุขให้กับผู้อื่นบ้าง จึงเกิดการเปิดช่อง YouTube ที่มีผู้ติดตามมากมายในภายหลัง และเมื่อผ่านกติกาสร้างรายได้ของ youtube ก็มีรายได้จากยอดวิวและโฆษณาตามมาตั้งแต่หลักพันถึงหลักแสนบาทได้

4.มียามเฝ้าบ้านตลอดเวลา
สุนัขและแมวมีประสาทสัมผัสทางการมองเห็นและจมูกดมกลิ่นที่ไวมากกว่าคนหลายเท่าตัว หากมันรู้ว่ามีสัตว์ร้าย เช่น งู เข้ามาในบริเวณบ้าน หรือ ได้ยินเสียงคนเดินยามวิกาล ก็จะส่งเสียงเตือนเป็นสัญญาณให้เจ้าของบ้านรู้ว่ามีความผิดปกติเกิดขึ้น นับว่าสัตว์เลี้ยงเหล่านี้เป็นยามชั้นดีให้แก่คุณให้อุ่นใจได้

5.ช่วยลดความเครียดจากการทำงาน
เจ้าของที่อยู่ในวัยทำงานมักมีระดับความเครียดสูง เนื่องจากต้องทำงานหนักให้เพียงพอต่อค่าครองชีพ แถมยังต้องพยายามหารายได้เสริม เพิ่มเงินเก็บออมอีกด้วย การทำงานอย่างต่อเนื่อง 10-12 ชั่วโมง จะทำให้มีความเครียดสะสมสูง เมื่อมีสุนัขและแมวรออยู่ที่บ้าน จะทำให้รู้สึกผ่อนคลายขึ้น มีการศึกษาพบว่า การพูดคุยหรือกอดสัตว์เลี้ยง จะช่วยให้ระดับความเครียดลดลงได้อย่างมาก

การมีสัตว์เลี้ยงอย่างสุนัขและแมวในครอบครัว ส่งผลดีได้หลายด้าน ทั้งช่วยลดความเครียด แก้เหงา ปรับเปลี่ยนนิสัยให้เป็นคนรับผิดชอบมากขึ้น ฯลฯ อย่างไรก็ตาม ต้องเลือกสายพันธุ์ของสัตว์เลี้ยงที่มีอุปนิสัยเหมาะกับแต่ละครอบครัว และวางแผนพื้นที่เลี้ยงดูที่เหมาะสม สร้างความสะดวกสบายให้กับสัตว์เลี้ยงด้วย จึงจะไม่ทำให้เกิดปัญหาตามมา

รู้หรือไม่ 5 พืชผักสมุนไพรใกล้ตัว มากสรรพคุณรักษาโรค

รู้หรือไม่ 5 พืชผักสมุนไพรใกล้ตัว มากสรรพคุณรักษาโรค

เรื่องโรคภัยไข้เจ็บเป็นสิ่งที่ใคร ๆ ก็ไม่อยากให้เกิดขึ้นกับตัวเอง แต่ขึ้นชื่อว่าอาการเจ็บป่วยจะมาเยือนเราตอนไหนก็ไม่สามารถรับรู้ได้ และหากเกิดขึ้นมาแล้ว การดูแลรักษาให้หายด้วยตัวเองน่าจะเป็นเรื่องง่ายและสิ้นเปลืองน้อยที่สุด วันนี้เราจะมาแนะนำพืช ผักใกล้ตัว 5 ชนิดที่หาได้ง่าย ๆ ในครัวหรือสวนของบ้าน สามารถใช้เป็นสมุนไพรรักษาโรคด้วยตัวเองง่าย ๆ ได้ มีชนิดไหนบ้าง มาเริ่มดูไปทีละรายการ ดังนี้

1.ใบโหระพา เป็นแหล่งของสารต้านโรคหลากชนิด โดยเฉพาะน้ำมันโหระพา มีองค์ประกอบของสารเคมี Methyl chavicol และ linalool รวมถึงบีตา แคโรทีนที่มีสรรพคุณในการรักษาโรคได้ เช่น โรคหัวใจขาดเลือดและมะเร็ง นอกจากนี้การบริโภคโหระพาเป็นประจำนับเป็นการใช้ยารักษาอาการเจ็บป่วยบางประเภทไปในตัวด้วยเช่น อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ เป็นยาระบายอ่อน ๆ แก้อาการท้องผูก รักษาอาการเหงือกอักเสบ และช่วยบรรเทาอาการคลื่นไส้อาเจียนได้

2.ตะไคร้ มีส่วนประกอบของสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายหลายชนิด เช่น แคลเซียม ฟอสฟอรัส เหล็ก รวมถึงวิตามินเอ นับเป็นพืชผักในครัวที่มีประโยชน์ต่อร่างกายอีกทั้งยังมีสรรพคุณทางยาใช้รักษาโรคได้ ไม่ว่าจะเป็นอาการหวัด ปวดศีรษะ ท้องอืด ท้องเฟ้อ แก้จุกเสียด แน่นหน้าอก ลดความดันโลหิตสูง ช่วยลดอาการปวดและการอักเสบ ช่วยในการรักษาโรคเบาหวาน และยังสามารถใช้เป็นอาหารบำรุงไต ระบบประสาทและสมองด้วย

3.ขิง อุดมไปด้วยสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายเช่นกัน ทั้งวิตามินเอ บี ซี โซเดียม โพแทสเซียมหรือแมกนีเซียม ส่วนที่นิยมนำมาใช้ประโยชน์คือเหง้าแก่และอ่อน รวมทั้งลำต้นอ่อนและใบ ที่สำคัญคือขิงมีสรรพคุณช่วยรักษาโรคได้หลายชนิดทั้งต้านโรคเบาหวาน แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ ลดการจุกเสียด แน่นท้อง และยังช่วยลดน้ำตาลในเลือด รวมทั้งบรรเทาอาการของโรคภูมิแพ้ได้

4.ตำลึง เป็นพืชผักอีกชนิดที่มีส่วนประกอบของสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายมากมายทั้งโปรตีน แคลเซียม ธาตุเหล็ก ฟอสฟอรัส วิตามินเอและซี นอกจากนี้ยังมีสรรพคุณใช้บำรุงส่วนต่าง ๆ ของร่างกายด้วยไม่ว่าจะเป็นช่วยบำรุงสายตาและกระดูก ช่วยระบบย่อยอาหาร รักษาเลือดออกตามไรฟัน แก้โรคผิวหนัง ไข้หวัด รักษาโรคเบาหวาน โรคหัวใจ และช่วยลดน้ำตาลในเลือด

5.กระเทียม ถือเป็นผักยอดฮิตที่กินดี กินง่าย แถมมีประโยชน์ต่อร่างกายมากมายทั้งช่วยป้องกันและรักษาโรคหวัด ลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือด ป้องกันโรคหัวใจ ลดอาการท้องผูก ใช้เป็นสารยับยั้งการก่อมะเร็ง แก้ปัญหาผมหลุดร่วง ช่วยรักษาสิว นอกจากนี้ผู้ที่กินกระเทียมบ่อย ๆ ยังช่วยลดการสะสมของไขมันในเลือด อีกทั้งมีส่วนช่วยให้ควบคุมน้ำหนักได้ด้วย

เราไม่ควรมองข้ามพืชผักสมุนไพรในบ้านเหล่านี้ เนื่องจากอุดมไปด้วยสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายและยังมีส่วนช่วยยับยั้งอาการเจ็บป่วยเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างเช่น อาการหวัดหรือท้องอืด ท้องเฟ้อ ได้ทั้งความอร่อยและสุขภาพดีไปพร้อมกัน

วิธีหารายได้สไตล์คนรุ่นใหม่ 2020

วิธีหารายได้สไตล์คนรุ่นใหม่ 2020

ในปัจจุบันการหารายได้ของคนรุ่นใหม่มีหลากหลายวิธี ไม่จำเป็นต้องทำงานประจำในออฟฟิศเท่านั้น สามารถหาเงินผ่านระบบออนไลน์หรือทำงานจากที่บ้านได้แล้ว

เรามาดูกันว่า มีงานอะไรที่คนรุ่นใหม่นิยมทำหารายได้กันบ้าง

  1. เป็นยูทูปเบอร์

การมีรายได้หลักหมื่นถึงแสนจาก YouTube เป็นเรื่องไม่ยากเกินไป เพียงนำเสนอคลิปวิดีโอที่มีเนื้อหาน่าสนใจอย่างต่อเนื่อง เช่น การไลฟ์สดขายของออนไลน์ การเต้นหรือร้องเพลง การแคสต์เกมส์ การรีวิวหนังที่กำลังเข้าโรง หรือซีรีส์เกาหลีที่คนนิยม ฯลฯ จนมีผู้ติดตามมากกว่า 1 พันคน และทำตามกติกาของช่อง YouTube ก็จะทำให้มีรายได้เข้ามาตามจำนวนยอดรับชม แถมยังมีโอกาสได้รับงานจากสปอนเซอร์เป็นระยะอีกด้วย

  1. เป็นฟรีแลนซ์เขียนบทความ

การเขียนบทความเป็นที่นิยมมากในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นการเขียนเรื่องสั้น การ์ตูน ข่าวสารด้านการลงทุน เศรษฐกิจ การเมือง หรือผลิตบทความตามแนว SEO เพื่อจำหน่ายให้กับเว็บไซต์ธุรกิจต่าง ๆ เพื่อเพิ่มอันดับการสืบค้นให้ดีขึ้น โดยจะมีรายได้ตามหลักเกณฑ์ของแต่ละแพลตฟอร์ม และได้เงินจากการขายบทความแต่ละชิ้นหลักร้อยถึงพันบาทขึ้นไป หากถนัดภาษาต่างประเทศ เช่น อังกฤษ จีน ญี่ปุ่น ก็จะยิ่งได้ค่าตอบแทนที่แพงขึ้นด้วย

  1. ขายเสื้อผ้าสกรีนลาย

คนรุ่นใหม่มีไอเดียนอกกรอบและมีความสามารถในการใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ เพื่อทำกราฟิกและสกรีนลวดลายลงบนเสื้อผ้า จึงมีโอกาสที่จะสร้างรายได้ไม่จำกัด เพียงเปิดเว็บไซต์เพื่อการจำหน่าย และมีสินค้าใหม่ ๆ นำเสนอตลอด ก็จะได้รับความนิยมจากลูกค้าทั้งในไทยและต่างประเทศได้

  1. ทำขนมเบเกอรี่ตามสั่ง

การทำเบเกอรี่เค้กขนมปังเป็นอีกงานอดิเรกหนึ่งที่คนรุ่นใหม่นิยม ลงทุนใช้อุปกรณ์ไม่เยอะ แต่สามารถทำเป็นอาหารที่คนไทยนิยมรับประทานได้ตลอดทั้งปี โดยเฉพาะช่วงเทศกาล เช่น ปีใหม่ วันเกิด วันวาเลนไทน์ ฯลฯ เพียงมีเพจใน facebook ก็สามารถรับออเดอร์ได้ตลอด 24 ชั่วโมง โดยไม่จำเป็นต้องมีหน้าร้านด้วย

  1. เป็นแอดมินเพจในเฟซบุ๊ก

คนที่ชอบปฏิสัมพันธ์กับผู้คน มีความรับผิดชอบ และรักการขายของ โดยไม่อยากลงทุนด้วยตัวเอง สามารถสมัครเป็นแอดมินดูแลเพจให้แบรนด์ต่าง ๆ ที่มีเปิดรับสมัครตลอดทั้งปี จะมีรายได้ไม่ต่ำกว่าผู้จบปริญญาตรีเลย และยังได้ประสบการณ์ต่อยอดสำหรับการทำธุรกิจตัวเองในอนาคตได้ด้วย

จะเห็นได้ว่าวิธีการหารายได้ของวัยรุ่นยุคใหม่มีหลายช่องทาง เพียงเลือกทำงานที่ชอบด้วยความตั้งใจ แม้จะมีอุปสรรคก็ไม่ท้อแท้ จะทำให้ได้ทั้งประสบการณ์ที่หาไม่ได้จากในห้องเรียนและยังมีรายได้สร้างความภาคภูมิใจให้แก่ตัวเองได้หลักหมื่นถึงแสนบาทต่อเดือนเลยทีเดียว