สาระอื่นๆ

ข้อดีของการเลี้ยงสุนัขและแมว

ข้อดีของการเลี้ยงสุนัขและแมว

สุนัขและแมว เป็นสัตว์เลี้ยงที่มีหลากหลายสายพันธุ์ ซึ่งคนไทยนิยมเลี้ยงมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะคู่แต่งงานยุคใหม่ที่ยังไม่พร้อมมีลูก หรือครอบครัวใหญ่ที่มีผู้สูงอายุวัยเกษียณ เรามาดูกันว่า ข้อดีของการมีเลี้ยงสุนัขและแมวในบ้านจะมีอะไรบ้าง

1.ทำให้ผู้สูงอายุไม่เหงา
โดยธรรมชาติของสุนัขและแมว เป็นสัตว์ที่พร้อมเรียนรู้และมีปฏิสัมพันธ์ใกล้ชิดกับเจ้าของ บางสายพันธุ์อาจเข้าใจคำสั่งและอารมณ์ของเจ้าของได้มากมาย จึงเปรียบเสมือนเพื่อนใกล้ชิดที่ช่วยลดความเหงาให้แก่สมาชิกในบ้าน โดยเฉพาะผู้สูงอายุวัยเกษียณที่ต้องอยู่บ้านคนเดียว การได้เล่นพูดคุยกับสัตว์เลี้ยงจะทำให้อารมณ์แจ่มใส และลดปัญหาโรคสมองเสื่อมก่อนวัยได้

2.ฝึกความรับผิดชอบของเจ้าของ
มีหลายคนที่ถูกชะตาสุนัขและแมวบางตัว จนรับมาอุปการะเลี้ยงดู ทำให้ได้ฝึกความรับผิดชอบของตัวเองมากขึ้นโดยปริยาย เพราะต้องคอยดูแลให้อาหารเป็นเวลา พาสุนัขไปขับถ่าย เปลี่ยนทรายแมวเป็นประจำ แถมยังต้องคอยหมั่นอาบน้ำ พาไปตัดขนเป็นระยะอีกด้วย การมีสัตว์เลี้ยงจึงเท่ากับเป็นการปรับเปลี่ยนนิสัยให้แก่เจ้าของได้เป็นอย่างดี

3.สร้างรายได้จากคลิปยูทูป
โดยส่วนใหญ่แล้ว คนที่มีสัตว์เลี้ยงอย่างสุนัขและแมว มักเริ่มต้นจากความรัก แต่ด้วยความน่ารักของสัตว์เหล่านั้น จึงทำให้อัดคลิปกิจวัตรประจำวันต่าง ๆ และอยากแบ่งปันความสุขให้กับผู้อื่นบ้าง จึงเกิดการเปิดช่อง YouTube ที่มีผู้ติดตามมากมายในภายหลัง และเมื่อผ่านกติกาสร้างรายได้ของ youtube ก็มีรายได้จากยอดวิวและโฆษณาตามมาตั้งแต่หลักพันถึงหลักแสนบาทได้

4.มียามเฝ้าบ้านตลอดเวลา
สุนัขและแมวมีประสาทสัมผัสทางการมองเห็นและจมูกดมกลิ่นที่ไวมากกว่าคนหลายเท่าตัว หากมันรู้ว่ามีสัตว์ร้าย เช่น งู เข้ามาในบริเวณบ้าน หรือ ได้ยินเสียงคนเดินยามวิกาล ก็จะส่งเสียงเตือนเป็นสัญญาณให้เจ้าของบ้านรู้ว่ามีความผิดปกติเกิดขึ้น นับว่าสัตว์เลี้ยงเหล่านี้เป็นยามชั้นดีให้แก่คุณให้อุ่นใจได้

5.ช่วยลดความเครียดจากการทำงาน
เจ้าของที่อยู่ในวัยทำงานมักมีระดับความเครียดสูง เนื่องจากต้องทำงานหนักให้เพียงพอต่อค่าครองชีพ แถมยังต้องพยายามหารายได้เสริม เพิ่มเงินเก็บออมอีกด้วย การทำงานอย่างต่อเนื่อง 10-12 ชั่วโมง จะทำให้มีความเครียดสะสมสูง เมื่อมีสุนัขและแมวรออยู่ที่บ้าน จะทำให้รู้สึกผ่อนคลายขึ้น มีการศึกษาพบว่า การพูดคุยหรือกอดสัตว์เลี้ยง จะช่วยให้ระดับความเครียดลดลงได้อย่างมาก

การมีสัตว์เลี้ยงอย่างสุนัขและแมวในครอบครัว ส่งผลดีได้หลายด้าน ทั้งช่วยลดความเครียด แก้เหงา ปรับเปลี่ยนนิสัยให้เป็นคนรับผิดชอบมากขึ้น ฯลฯ อย่างไรก็ตาม ต้องเลือกสายพันธุ์ของสัตว์เลี้ยงที่มีอุปนิสัยเหมาะกับแต่ละครอบครัว และวางแผนพื้นที่เลี้ยงดูที่เหมาะสม สร้างความสะดวกสบายให้กับสัตว์เลี้ยงด้วย จึงจะไม่ทำให้เกิดปัญหาตามมา

รู้หรือไม่ 5 พืชผักสมุนไพรใกล้ตัว มากสรรพคุณรักษาโรค

รู้หรือไม่ 5 พืชผักสมุนไพรใกล้ตัว มากสรรพคุณรักษาโรค

เรื่องโรคภัยไข้เจ็บเป็นสิ่งที่ใคร ๆ ก็ไม่อยากให้เกิดขึ้นกับตัวเอง แต่ขึ้นชื่อว่าอาการเจ็บป่วยจะมาเยือนเราตอนไหนก็ไม่สามารถรับรู้ได้ และหากเกิดขึ้นมาแล้ว การดูแลรักษาให้หายด้วยตัวเองน่าจะเป็นเรื่องง่ายและสิ้นเปลืองน้อยที่สุด วันนี้เราจะมาแนะนำพืช ผักใกล้ตัว 5 ชนิดที่หาได้ง่าย ๆ ในครัวหรือสวนของบ้าน สามารถใช้เป็นสมุนไพรรักษาโรคด้วยตัวเองง่าย ๆ ได้ มีชนิดไหนบ้าง มาเริ่มดูไปทีละรายการ ดังนี้

1.ใบโหระพา เป็นแหล่งของสารต้านโรคหลากชนิด โดยเฉพาะน้ำมันโหระพา มีองค์ประกอบของสารเคมี Methyl chavicol และ linalool รวมถึงบีตา แคโรทีนที่มีสรรพคุณในการรักษาโรคได้ เช่น โรคหัวใจขาดเลือดและมะเร็ง นอกจากนี้การบริโภคโหระพาเป็นประจำนับเป็นการใช้ยารักษาอาการเจ็บป่วยบางประเภทไปในตัวด้วยเช่น อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ เป็นยาระบายอ่อน ๆ แก้อาการท้องผูก รักษาอาการเหงือกอักเสบ และช่วยบรรเทาอาการคลื่นไส้อาเจียนได้

2.ตะไคร้ มีส่วนประกอบของสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายหลายชนิด เช่น แคลเซียม ฟอสฟอรัส เหล็ก รวมถึงวิตามินเอ นับเป็นพืชผักในครัวที่มีประโยชน์ต่อร่างกายอีกทั้งยังมีสรรพคุณทางยาใช้รักษาโรคได้ ไม่ว่าจะเป็นอาการหวัด ปวดศีรษะ ท้องอืด ท้องเฟ้อ แก้จุกเสียด แน่นหน้าอก ลดความดันโลหิตสูง ช่วยลดอาการปวดและการอักเสบ ช่วยในการรักษาโรคเบาหวาน และยังสามารถใช้เป็นอาหารบำรุงไต ระบบประสาทและสมองด้วย

3.ขิง อุดมไปด้วยสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายเช่นกัน ทั้งวิตามินเอ บี ซี โซเดียม โพแทสเซียมหรือแมกนีเซียม ส่วนที่นิยมนำมาใช้ประโยชน์คือเหง้าแก่และอ่อน รวมทั้งลำต้นอ่อนและใบ ที่สำคัญคือขิงมีสรรพคุณช่วยรักษาโรคได้หลายชนิดทั้งต้านโรคเบาหวาน แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ ลดการจุกเสียด แน่นท้อง และยังช่วยลดน้ำตาลในเลือด รวมทั้งบรรเทาอาการของโรคภูมิแพ้ได้

4.ตำลึง เป็นพืชผักอีกชนิดที่มีส่วนประกอบของสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายมากมายทั้งโปรตีน แคลเซียม ธาตุเหล็ก ฟอสฟอรัส วิตามินเอและซี นอกจากนี้ยังมีสรรพคุณใช้บำรุงส่วนต่าง ๆ ของร่างกายด้วยไม่ว่าจะเป็นช่วยบำรุงสายตาและกระดูก ช่วยระบบย่อยอาหาร รักษาเลือดออกตามไรฟัน แก้โรคผิวหนัง ไข้หวัด รักษาโรคเบาหวาน โรคหัวใจ และช่วยลดน้ำตาลในเลือด

5.กระเทียม ถือเป็นผักยอดฮิตที่กินดี กินง่าย แถมมีประโยชน์ต่อร่างกายมากมายทั้งช่วยป้องกันและรักษาโรคหวัด ลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือด ป้องกันโรคหัวใจ ลดอาการท้องผูก ใช้เป็นสารยับยั้งการก่อมะเร็ง แก้ปัญหาผมหลุดร่วง ช่วยรักษาสิว นอกจากนี้ผู้ที่กินกระเทียมบ่อย ๆ ยังช่วยลดการสะสมของไขมันในเลือด อีกทั้งมีส่วนช่วยให้ควบคุมน้ำหนักได้ด้วย

เราไม่ควรมองข้ามพืชผักสมุนไพรในบ้านเหล่านี้ เนื่องจากอุดมไปด้วยสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายและยังมีส่วนช่วยยับยั้งอาการเจ็บป่วยเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างเช่น อาการหวัดหรือท้องอืด ท้องเฟ้อ ได้ทั้งความอร่อยและสุขภาพดีไปพร้อมกัน

วิธีหารายได้สไตล์คนรุ่นใหม่ 2020

วิธีหารายได้สไตล์คนรุ่นใหม่ 2020

ในปัจจุบันการหารายได้ของคนรุ่นใหม่มีหลากหลายวิธี ไม่จำเป็นต้องทำงานประจำในออฟฟิศเท่านั้น สามารถหาเงินผ่านระบบออนไลน์หรือทำงานจากที่บ้านได้แล้ว

เรามาดูกันว่า มีงานอะไรที่คนรุ่นใหม่นิยมทำหารายได้กันบ้าง

  1. เป็นยูทูปเบอร์

การมีรายได้หลักหมื่นถึงแสนจาก YouTube เป็นเรื่องไม่ยากเกินไป เพียงนำเสนอคลิปวิดีโอที่มีเนื้อหาน่าสนใจอย่างต่อเนื่อง เช่น การไลฟ์สดขายของออนไลน์ การเต้นหรือร้องเพลง การแคสต์เกมส์ การรีวิวหนังที่กำลังเข้าโรง หรือซีรีส์เกาหลีที่คนนิยม ฯลฯ จนมีผู้ติดตามมากกว่า 1 พันคน และทำตามกติกาของช่อง YouTube ก็จะทำให้มีรายได้เข้ามาตามจำนวนยอดรับชม แถมยังมีโอกาสได้รับงานจากสปอนเซอร์เป็นระยะอีกด้วย

  1. เป็นฟรีแลนซ์เขียนบทความ

การเขียนบทความเป็นที่นิยมมากในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นการเขียนเรื่องสั้น การ์ตูน ข่าวสารด้านการลงทุน เศรษฐกิจ การเมือง หรือผลิตบทความตามแนว SEO เพื่อจำหน่ายให้กับเว็บไซต์ธุรกิจต่าง ๆ เพื่อเพิ่มอันดับการสืบค้นให้ดีขึ้น โดยจะมีรายได้ตามหลักเกณฑ์ของแต่ละแพลตฟอร์ม และได้เงินจากการขายบทความแต่ละชิ้นหลักร้อยถึงพันบาทขึ้นไป หากถนัดภาษาต่างประเทศ เช่น อังกฤษ จีน ญี่ปุ่น ก็จะยิ่งได้ค่าตอบแทนที่แพงขึ้นด้วย

  1. ขายเสื้อผ้าสกรีนลาย

คนรุ่นใหม่มีไอเดียนอกกรอบและมีความสามารถในการใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ เพื่อทำกราฟิกและสกรีนลวดลายลงบนเสื้อผ้า จึงมีโอกาสที่จะสร้างรายได้ไม่จำกัด เพียงเปิดเว็บไซต์เพื่อการจำหน่าย และมีสินค้าใหม่ ๆ นำเสนอตลอด ก็จะได้รับความนิยมจากลูกค้าทั้งในไทยและต่างประเทศได้

  1. ทำขนมเบเกอรี่ตามสั่ง

การทำเบเกอรี่เค้กขนมปังเป็นอีกงานอดิเรกหนึ่งที่คนรุ่นใหม่นิยม ลงทุนใช้อุปกรณ์ไม่เยอะ แต่สามารถทำเป็นอาหารที่คนไทยนิยมรับประทานได้ตลอดทั้งปี โดยเฉพาะช่วงเทศกาล เช่น ปีใหม่ วันเกิด วันวาเลนไทน์ ฯลฯ เพียงมีเพจใน facebook ก็สามารถรับออเดอร์ได้ตลอด 24 ชั่วโมง โดยไม่จำเป็นต้องมีหน้าร้านด้วย

  1. เป็นแอดมินเพจในเฟซบุ๊ก

คนที่ชอบปฏิสัมพันธ์กับผู้คน มีความรับผิดชอบ และรักการขายของ โดยไม่อยากลงทุนด้วยตัวเอง สามารถสมัครเป็นแอดมินดูแลเพจให้แบรนด์ต่าง ๆ ที่มีเปิดรับสมัครตลอดทั้งปี จะมีรายได้ไม่ต่ำกว่าผู้จบปริญญาตรีเลย และยังได้ประสบการณ์ต่อยอดสำหรับการทำธุรกิจตัวเองในอนาคตได้ด้วย

จะเห็นได้ว่าวิธีการหารายได้ของวัยรุ่นยุคใหม่มีหลายช่องทาง เพียงเลือกทำงานที่ชอบด้วยความตั้งใจ แม้จะมีอุปสรรคก็ไม่ท้อแท้ จะทำให้ได้ทั้งประสบการณ์ที่หาไม่ได้จากในห้องเรียนและยังมีรายได้สร้างความภาคภูมิใจให้แก่ตัวเองได้หลักหมื่นถึงแสนบาทต่อเดือนเลยทีเดียว

คอลลาเจนไดเปปไทด์กับไตรเปปไทด์ แตกต่างกันอย่างไร

คอลลาเจนไดเปปไทด์กับไตรเปปไทด์ แตกต่างกันอย่างไร

คอลลาเจน (Collagen) เป็นองค์ประกอบสำคัญที่ช่วยให้ร่างกายมีความยืดหยุ่น ทำให้ผิวพรรณแลดูเต่งตึง ชุ่มชื้น และมีชีวิตชีวา แต่เมื่ออายุมากขึ้นร่างกายคนเรากลับผลิตคอลลาเจนได้น้อยลง จึงเป็นที่มาของนวัตกรรมอาหารเสริมคอลลาเจนเพื่อสุขภาพที่มีให้เห็นอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน โดยวันนี้เราจะพาคุณไปทำความรู้จักกับคอลลาเจนที่สำคัญต่อร่างกายสองชนิดด้วยกัน ได้แก่ คอลลาเจนไดเปปไทด์ และคอลลาเจนไตรเปปไทด์ ซึ่งมีประโยชน์ต่อร่างกายอย่างน่าสนใจ

คอลลาเจน (Collagen) เป็นเส้นใยโปรตีนที่มากถึง 1 ใน 3 ส่วนของร่างกายคนเรา ประกอบไปด้วยกรดอะมิโนหลายชนิด พบมากในผิวหนัง เส้นผม กระดูก เล็บ ข้อต่อ และเส้นเอ็น ช่วยให้เกิดความยืดหยุ่นและชุ่มชื้นในส่วนต่าง ๆ โดยปกติแล้วคอลลาเจนจะถูกสังเคราะห์โดยกรดอะมิโนที่ร่างกายได้รับจากรับประทานสารอาหารชนิดต่าง ๆ โดยเฉพาะอาหารที่มีวิตามินซี แต่หากร่างกายมีปริมาณวิตามิน C ไม่เพียงพอ การสังเคราะห์คอลลาเจนก็อาจจะไม่สมบูรณ์

ดังนั้น จะสังเกตุได้ว่าเมื่อร่างกายขาดคอลลาเจน ผิวพรรณจะเหี่ยวย่น แห้งกร้าน ผมหงอกเร็ว ขาดหลุดร่วง รวมถึงอาการปวดเมื่อยหลัง ไหล่ เอ็นและข้อต่อตามร่างกาย ซึ่งในปัจจุบันเราสามารถเพิ่มคอลลาเจนให้กับร่างกายได้โดยการรับประทานอาหารที่มีปริมาณคอลลาเจนสูง เช่น ปลาทะเล ไข่ ผักใบเขียว และผลไม้อย่าง อะโวคาโด มะกอก มะเขือเทศ ถั่ว เป็นต้น คอลลาเจนแบ่งออกเป็น 3 ชนิด ได้แก่ 1. คอลลาเจนเปปไทด์ มีโมเลกุลใหญ่กว่า 300,000 ดาลตัน 2.คอลลาเจนไตรเปปไทด์ เป็นคอลลาเจนที่ผ่านกระบวนย่อยจนเหลือกรดอะมิโน 3 ตัวเรียงกันมีขนาดโมเลกุลเฉลี่ย 500-1000 ดาลตัน มีความสามารถในการดูดซึมได้ในระดับปานกลาง และ 3.คอลลาเจนไดเปปไทด์ เป็นคอลลาเจนที่ผ่านกระบวนการย่อยโดยเอนไซม์ จนเหลือกรดอะมิโน 2 ตัวเรียงกัน มีโมเลกุลขนาดเล็กเพียง 200 ดาลตัล จึงทำให้มีประสิทธิภาพในการดูดซึมได้อย่างรวดเร็วและมากกว่าคอลลาเจนชนิดอื่น ๆ

ด้วยคุณสมบัติพิเศษของคอลลาเจนไดเปปไทด์ (Collagen Dipeptide) ซึ่งมีโมเลกุลเฉลี่ยเล็กมาก จึงไม่ถูกย่อยสลายในกระเพาะอาหาร แต่จะถูกดูดซึมผ่านผนังลำไส้เล็กและเข้าสู่กระแสเลือด ทำหน้าที่ช่วยกระตุ้นการสร้างและซ่อมแซมเซลล์ผิวหนัง ตลอดจนช่วยยับยั้งการเสื่อมของเซลล์คอนโดไซด์ (Chondrocytes) ซึ่งทำหน้าที่สร้างกระดูกอ่อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่วนคอลลาเจนไตรเปปไทด์(Collagen Tripeptide) นั้น แม้ว่าจะมีโมเลกุลขนาดใหญ่กว่าคอลลาเจนไดเปปไทด์ แต่ก็มีประสิทธิภาพในการซ่อมแซม ฟื้นฟูและบำรุงส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย เช่น บำรุงรากผมให้แข็งแรง บำรุงผิวพรรรณให้แลดูเต่งตึง ช่วยเสริมสร้างกระดูกข้อข้อต่อและเอ็นให้แข็งแรง พร้อมทั้งช่วยปกป้องผิวจากรังสี UVA และ UVB ได้อย่างมีประสิทธิภาพเช่นเดียวกัน ต่างกันเพียงขนาดของโมเลกุลใหญ่กว่าคอลลาเจนไดเปปไทด์ จึงทำให้การดูดซึมช้ากว่าเท่านั้น

แต่อย่างไรก็ตาม คอลลาเจนจะทำหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เมื่อรับประทานร่วมกับอาหารหรือผักผลไม้ที่มีวิตามินซี เพราะวิตามินซี มีสารต้านอนุมูลอิสระ ละลายในน้ำได้ จึงช่วยให้ร่างกายดูดซึมสารอาหารได้เร็วขึ้น ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการซ่อมแซมเนื้อเยื่อ การปรับโครงสร้างผิวหนังให้แข็งแรง และป้องกันการเสื่อมของกระดูกอ่อนในข้อต่อได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เปิดเคล็ดลับช่วยบริหารสมองให้แล่นฉิวและจำแม่น

เปิดเคล็ดลับช่วยบริหารสมองให้แล่นฉิวและจำแม่น

การบริหารสมองและเติมอาหารที่จำเป็นให้กับสมอง เป็นกลไกคล้ายกับการที่เรารดน้ำ ปลูกต้นไม้ ใส่ปุ๋ย เพื่อให้เกิดความสมบูรณ์แข็งแรง สมองที่ถูกใช้งานอย่างหนัก ทั้งในช่วงที่ต้องเรียนหนังสือ ช่วงสอบ ช่วงการทำงานและวางแผนเรื่องต่าง ๆ

การบำรุงและให้อาหารสมองนั้นไม่จำเป็นต้องเป็นการอ่านหนังสือเพิ่มเติมหรือใส่ข้อมูลหนัก ๆ เพิ่มให้กับสมองเพียงอย่างเดียว แต่ยังครอบคลุมถึงการบริหารสมองให้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ จำเรื่องราวต่าง ๆ ได้อย่างแม่นยำผ่านเทคนิควิธีการง่าย ๆ ดังต่อไปนี้

เทคนิคง่าย ๆ ในการบริหารสมอง

การเล่นเกมส์ฝึกสมอง อย่าคิดว่าการเล่นเกมส์เป็นเรื่องเสียเวลาหรือไร้สาระ เพราะมีเกมส์หลายอย่างที่ช่วยพัฒนาสมองได้เป็นอย่างดี เช่น เกมส์คำศัพท์ แบบscrabble หรือเกมส์ที่ต้องใช้ความคิดและฝึกการวางแผนอย่างหมากฮอส Chess เป็นต้น สิ่งเหล่านี้จะช่วยพัฒนาทักษะความคิดให้ว่องไว เฉียบคม สร้างประโยชน์ได้จริงในชีวิตประจำวัน และยังเป็นเกมส์ที่หาเล่นได้ง่าย โดยเฉพาะในช่องทางออนไลน์ จึงควรแบ่งเวลามาเล่นเกมส์บ้าง เพื่อความผ่อนคลายและบริหารสมอง ที่สำคัญเกมส์เหล่านี้จะช่วยผู้สูงวัยได้มาก ในเรื่องการบริหารสมอง ทั้งยังลดความเสี่ยงจากโรคอัลไซเมอร์ได้ด้วย

ใช้ประโยชน์จากข้อมูลบนโลกออนไลน์ เพื่อพัฒนาสมอง ข้อมูลมากมายที่มีให้เราติดตามบนโลกออนไลน์ จะมีประโยชน์ต่อการพัฒนาสมองมากขึ้น หากลองเพิ่มความท้าทายเข้าไป เช่น เลือกอ่านเรื่องที่สนใจ แต่เปลี่ยนเป็นเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษแทน เพราะนอกจากจะได้เรื่องราวดี ๆ เพิ่มมุมมองในเรื่องต่าง ๆ ได้แล้ว ยังจะได้ทักษะภาษาอังกฤษให้สมองต้องคิดซับซ้อนเพิ่มขึ้นอีกด้วย

พูดคุยกับคนที่ฉลาดและรอบรู้มาก ๆ ไม่ว่าจะเป็นคนเก่ง และฉลาดทั่วไป หรือคนที่มีความฉลาดในด้านอารมณ์ ก็ล้วนแล้วแต่จะช่วยพัฒนาการใช้สมองและเพิ่มมุมมองในเรื่องต่าง ๆ ให้ดีขึ้น จึงควรหาโอกาสอยู่ใกล้ ๆ กับคนที่มีความฉลาดและรอบรู้จะทำให้สมองมีการพัฒนาต่อเนื่อง

จดบันทึกเป็นประจำ การจดบันทึก ถือเป็นสิ่งที่ช่วยด้านการจดจำเป็นอย่างมาก เพราะเท่ากับได้ใช้สมองถึง 2 ต่อ ทั้งการเรียนรู้และยังสั่งการให้มือจดบันทึกตามที่คิด วิธีนี้จึงเป็นเคล็ดลับสำหรับนักเรียนที่ต้องการเรียนดี ขณะที่ผู้ใหญ่หรือผู้สูงวัย ก็สามารถใช้จดจำเรื่องราวที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน เพื่อเป็นการบริหารสมองได้อีกทางหนึ่งด้วย

เล่าเรื่องหรือถ่ายทอดสิ่งที่เรียนรู้ เป็นอีกเคล็ดลับในการบริหารสมองให้เฉียบคม ความรู้หรือข้อมูลที่ได้มาจากการอ่านหรือเรียนรู้ จะถูกประมวลผลและเรียบเรียงในสมอง ก่อนถ่ายทอดหรือเล่าออกมาตามแนวทางของตัวเอง ถือเป็นวิธีฝึกการทำงานอย่างเป็นระบบของสมองได้อีกทางหนึ่ง

การบริหารสมองด้วยวิธีการเหล่านี้สามารถทำได้ทุกวัน เหมาะกับทุกเพศทุกวัย เพื่อให้สมองทำงานได้อย่างดีมีประสิทธิภาพ เฉียบคมและฉับไวอย่างที่ใจต้องการ

เทคนิคง่าย ๆ ในการบริหารสมอง

ของขวัญวาเลนไทน์ที่คนนิยมให้กัน

การให้ของขวัญวันวาเลนไทน์เป็นตัวแทนที่เชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างคู่รักให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น และยังสามารถเก็บเป็นของที่ระลึกไว้ได้นานด้วย เรามาดูกันว่าจะมีของขวัญอะไรบ้าง ที่คนนิยมมอบให้กันในวันแห่งความรัก 14 กุมภาพันธ์ ของทุกปี

สิ่งของที่คนนิยมให้กันในวันแห่งความรัก

ดอกกุหลาบ กุหลาบนับเป็นดอกไม้แห่งความรักที่คลาสสิกใช้มอบให้แก่กันมายาวนาน เป็นตัวแทนที่บอกถึงความรักและความห่วงใยแก่คนรัก โดยมีความหมายของสีสันที่แตกต่างกัน เช่น สีแดงหมายถึงความรักอมตะ สีขาวหมายถึงความรักที่บริสุทธิ์ สีชมพูหมายถึงความรักที่สมบูรณ์แบบ เป็นต้น บางกรณีอาจจะเปลี่ยนจากดอกกุหลาบเป็นดอกคาร์เนชั่นหรือดอกลิลลี่ ซึ่งหมายถึงความรักที่สดใสและร่าเริงก็ได้เช่นกัน

ช็อกโกแลต ช็อกโกแลตถือว่าเป็นขนมหวานที่คู่รักนิยมมอบให้แก่กันในวันวาเลนไทน์มากทั้งในไทยและต่างประเทศ ซึ่งปัจจุบันมีการออกแบบช็อกโกแลตให้มีรูปร่างหน้าตาสวยงาม เหมาะสำหรับการมอบให้แก่คนรักทั้งวัยเรียนและวัยทำงาน และยังเก็บไว้ในตู้เย็นได้นานหลายเดือนด้วย ทั้งนี้ ในญี่ปุ่น วันที่ 14 กุมภาพันธ์ ผู้หญิงจะนำไปช็อกโกแลตไปมอบให้กับฝ่ายชายที่ตัวเองให้ตัวเองปลื้ม และอีก 1 เดือนต่อมา ฝ่ายชายจะนำช็อกโกแลตไปมอบคืนให้ เป็นการตอบแทนความรักแก่ฝ่ายหญิง

ตุ๊กตาหมี ตุ๊กตาหมีเป็นสัญลักษณ์แห่งความน่ารักอบอุ่น มีหลายขนาดและหลายรูปแบบ เช่น ตุ๊กตาหมีที่ใส่น้ำหอมปรับอากาศในรถยนต์ พวงกุญแจตุ๊กตาหมีสำหรับห้อยเป้ ตุ๊กตาหมีขนาดใหญ่เท่าคนสำหรับวางไว้บนเตียงนอน ฯลฯ คุณสามารถเลือกสีสันและประโยชน์ใช้สอยให้เหมาะกับคนรักได้อย่างอิสระเลยทีเดียว

น้ำหอม น้ำหอมเป็นผลิตภัณฑ์ที่ทั้งชายและหญิงนิยมใช้ เพื่อช่วยในการเสริมสร้างความมั่นใจ แต่ละคนจะมีกลิ่นและแบรนด์ที่ถูกใจเป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง การมอบน้ำหอมให้แก่กันจึงแสดงถึงความเอาใจใส่ นับเป็นของขวัญที่น่าประทับใจและได้ประโยชน์การใช้งาน จึงมีความคุ้มค่าด้วย

การทำคลิปวีดีโอ เป็นสิ่งที่แสดงถึงความเอาใจใส่และความทุ่มเทอย่างมาก ปัจจุบัน สามารถนำรูปถ่ายจากโทรศัพท์มือถือ ที่เป็นภาพขณะที่คุณสองคนไปท่องเที่ยวด้วยกัน หรือภาพที่คุณแอบถ่ายคนรักไว้ก็ได้ มาตัดต่อใส่เพลงและถ้อยคำพิเศษ ทำเป็นคลิปวีดีโอให้แก่คนรัก จะเป็นของขวัญที่มีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใครแน่นอน

ของขวัญที่ทำให้คู่รักประทับใจในวันวาเลนไทน์มีหลากหลายประเภท ไม่จำเป็นต้องซื้อสิ่งที่มีราคาแพง แต่ควรเป็นสิ่งที่มีความหมายดี ๆ ระหว่างกัน ตัวอย่างที่เราแนะนำมาเป็นตัวเลือกที่คนนิยม ซึ่งคุณสามารถเลือกที่ตรงกับความสนใจได้ เราหวังว่าบทความนี้จะเป็นไอเดียที่ทำให้คุณเลือกของขวัญวันวาเลนไทน์ได้ประทับใจคนรักมากกว่าเดิม

สิ่งของที่คนนิยมให้กันในวันแห่งความรัก

อยากนอนหลับดีขึ้น ต้องรู้เคล็ดลับ 2019

อยากนอนหลับดีขึ้น ต้องรู้เคล็ดลับ 2019

คุณภาพการนอนหลับของคนเราจะดีขึ้นได้ ด้วยการจัดสิ่งแวดล้อมในห้องนอนและการปฏิบัติตัวที่เหมาะสม ซึ่งการนอนหลับได้สนิทและนานเพียงพอ สำคัญต่อประสิทธิภาพการทำงานที่ดีและส่งผลต่อสภาวะอารมณ์ที่แจ่มใสตลอดทั้งวัน

เคล็ดลับที่จะทำให้นอนหลับได้อย่างมีคุณภาพขึ้น มีดังต่อไปนี้

1. การใช้ม่านกันแสงยูวี

สารเมลาโทนินเป็นสิ่งที่ร่างกายสร้างช่วงกลางคืน เพื่อช่วยให้นอนหลับได้สนิท การติดม่านป้องกันแสงยูวีจึงช่วยให้ห้องมืดได้นานขึ้น เหมาะสำหรับไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ที่มักทำงานจนดึกและตื่นสาย เพื่อให้มีชั่วโมงการนอนหลับที่ดีเพียงพอ 6-8 ชั่วโมง

2. ควบคุมแสงสว่างในห้องนอน

การใช้ไฟหรี่ในห้องนอนเป็นสิ่งสำคัญ ควรใช้ไฟหลอดไฟที่เป็นโทนสีส้ม หรือไฟแบบ dim light ที่สามารถปรับระดับความเข้มแสงได้ตามต้องการ ทั้งนี้มีการศึกษาพบว่า แสงไฟที่เป็นโทนสีส้ม จะช่วยให้รู้สึกผ่อนคลายและลดความเครียดได้เร็ว ทำให้หลับได้ลึกและเร็วขึ้น

3. โทนสีห้องนอน

โทนสีครีม ส้ม และน้ำตาล เป็นสีที่ช่วยสร้างความรู้สึกผ่อนคลายได้ จึงควรใช้สีเหล่านี้ทาผนังหรือเลือกวอลเปเปอร์ที่เป็นโทนสีน้ำตาล เพื่อสร้างบรรยากาศที่ผ่อนคลายยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ควรเลือกดอกไม้ประดิษฐ์ ตุ๊กตาหรือของประดับแต่งห้องที่เป็นโทนสีอ่อนแบบพาสเทล เพื่อให้รู้สึกคลายจากความตึงเครียดได้ดียิ่งขึ้นด้วย

4. ใช้กลิ่นบำบัด

การจุดเทียนหอมหรือการใช้ diffuser เป็นเคล็ดลับที่ช่วยสร้างบรรยากาศที่ผ่อนคลายในห้องนอน ซึ่งมีการวิจัยยืนยันว่ากลิ่นที่ช่วยให้คุณภาพในการนอนหลับดียิ่งขึ้น ได้แก่ กลิ่นมะลิ กลิ่นลาเวนเดอร์ กลิ่นกุหลาบ เป็นต้น

5. ใช้เสียงเพลงช่วยสร้างบรรยากาศ

การเปิดเพลงบรรเลงแนวคลาสสิก ที่เป็นจังหวะช้า หรือเพลงแนวกล่อมเด็ก สามารถช่วยให้การนอนหลับรวดเร็วยิ่งขึ้น

6. ความเย็นภายในห้องนอน

ควรตั้งอุณหภูมิภายในห้องนอน ไว้อยู่ที่ 22-25 องศา เพื่อให้หลับได้สบายยิ่งขึ้น การที่อากาศร้อนหรือเย็นเกินไป จะทำให้มีอาการกระสับกระส่ายและตื่นระหว่างคืน ทำให้คุณภาพในการนอนหลับต่ำ ทำให้อ่อนเพลียในช่วยเวลาเช้าได้ นอกจากนี้ ต้องใส่ใจการล้างแอร์และฟอกอากาศอยู่เสมอ จะทำให้อากาศปลอดโปร่งและลดปัญหาโรคภูมิแพ้หอบหืดที่รบกวนการนอนหลับได้

7. งดการใช้โทรศัพท์ก่อนนอน

การใช้โทรศัพท์จะกระตุ้นให้ร่างกายตื่นตัว หลับยาก มีการวิจัยพบว่าผู้ที่วางโทรศัพท์ไว้ใกล้ตัวเวลานอน จะมีคุณภาพการนอนหลับที่ต่ำ และมักกังวลกับการติดต่อสื่อสารกับผู้อื่นทางโซเชียลตลอดเวลา จึงควรงดใช้มือถือก่อนเวลานอน 2-3 ชั่วโมงขึ้นไป

จะเห็นได้ว่า องค์ประกอบในการจัดห้องนอนที่เหมาะสมและการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ส่งผลต่อคุณภาพการนอนหลับได้อย่างมาก หวังว่าบทความนี้ จะทำให้ทุกท่านใส่ใจกับการปรับเปลี่ยนสภาพแวดล้อมในห้องนอน เพื่อให้สามารถหลับได้ง่ายและสนิทยาวนานยิ่งขึ้น

เคล็ดลับที่จะทำให้นอนหลับได้อย่างมีคุณภาพ