สุขภาพ

โรคนอนไม่หลับ ปัญหาสุขภาพที่คนยุคใหม่ต้องรู้จัก

โรคนอนไม่หลับ ปัญหาสุขภาพที่คนยุคใหม่ต้องรู้จัก

ในปัจจุบัน หากสังเกตจะพบว่าคนรอบตัวจำนวนไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็นวัยรุ่นหรือวัยทำงาน บ่นถึงปัญหานอนไม่หลับกันมากขึ้น ซึ่งในทางการแพทย์แล้ว ปัญหานอนไม่หลับ หรือ insomnia หมายถึง การมีชั่วโมงนอนที่น้อยเกินไป ส่งผลต่อคุณภาพการนอนหลับที่แย่ลงหรือหลับไม่สนิท ทำให้ตื่นขึ้นมาแล้วมีอาการอ่อนเพลีย หรือบางกรณีเกิดจากการปรับเปลี่ยนเวลา เช่น ผู้ที่ต้องเดินทางไปต่างประเทศ แล้วเกิดภาวะเจ็ตแล็ก เนื่องจากเวลา time zone ของแต่ละประเทศไม่เท่ากัน ก็เป็นไปได้

อาการนอนไม่หลับ หากเกิดจากผลกระทบรอบตัว เช่น ความเครียดจากการต้องทำงานหนัก หรือการต้องเผชิญกับปัญหาที่ยังแก้ไขไม่ได้ การทะเลาะเบาะแว้งกับเพื่อนร่วมงานหากเป็นวัยเรียนก็มีความเครียดจากการต้องสอบแข่งขัน ฯลฯ จะทำให้มีอาการนอนไม่หลับชั่วคราวหรือที่เรียกว่า adjustment insomnia ซึ่งหากภาวะดังกล่าวได้ถูกแก้ไข ก็ทำให้กลับมานอนหลับได้ดีดังเดิม

ส่วนอาการนอนไม่หลับอีกประเภทหนึ่งที่พบได้บ่อยมากขึ้น คืออาการนอนไม่หลับแบบเรื้อรัง หรือ chronic insomnia นับจากระยะเวลาของคืนที่นอนไม่หลับ จะต่อเนื่องมากกว่า 30 วัน ซึ่งจะมีผลโดยตรงต่อสมองคือ การหลั่งสารเคมีในสมองเสียสมดุล เช่น ผู้ที่ทำงานเป็นนักบิน แอร์โฮสเตส หรือนักธุรกิจที่ต้องเดินทางไปต่างประเทศบ่อย ๆ จนมีช่วงเวลากลางวันกลางคืนที่สลับกัน จนร่างกายไม่สามารถที่จะปรับตัวได้ หรืออยู่ในภาวะสะเทือนใจอย่างรุนแรง เช่น บิดามารดาเสียชีวิต อกหักจากคนรัก นอกจากนี้ ยังเกิดจากการใช้ยาบางอย่างในการรักษาโรคอื่นได้ด้วย เช่น ผู้ที่ใช้ยารักษาโรคซึมเศร้า ยาความดันโลหิตสูง ฯลฯ

โรคนอนไม่หลับจะทำให้มีความอ่อนเพลียในช่วงกลางวันมากขึ้น หากขับรถเองจะเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุรถชนจากการหลับในได้ ขณะเดียวกันก็ยังส่งผลต่อประสิทธิภาพในการทำงานที่ลดน้อยลง ขาดสมาธิ หงุดหงิดโมโหคนรอบข้างง่าย ส่งผลต่อความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงาน เจ้านาย ลูกน้อง ตลอดจนลูกค้าที่คุณติดต่องานด้วย

การรักษาปัญหานอนไม่หลับ หากอาการเป็นเพียงเล็กน้อย ให้ใช้การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เช่น นอนในห้องปิดไฟสนิท ไม่มีเสียงดังรบกวน ลองเปิดเพลงเบา ๆ คลอก่อนนอน ใช้น้ำหอมกลิ่นอ่อนที่ช่วยให้นอนหลับง่าย เช่น กลิ่นมะลิ กลิ่นลาเวนเดอร์เป็นต้น หากทำตามวิธีที่กล่าวมาแล้ว ยังไม่สามารถแก้ไขปัญหานอนไม่หลับได้ อาจจะต้องพบแพทย์เพื่อปรึกษาหรือตรวจร่างกายโดยละเอียดเพื่อหาสาเหตุที่ชัดเจน

เราหวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์ หากคุณเป็นคนหนึ่งหรือมีคนรอบตัวที่กำลังประสบปัญหานี้ เมื่อทราบรายละเอียดของโรคนอนไม่หลับดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น จะได้ดูแลสุขภาพตัวเองและคนรอบข้างได้ดีขึ้นต่อไป

อาหารป้องกันหวัดที่ทุกคนควรรู้

การเลือกรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพสำคัญต่อทุกคนในครอบครัว โดยเฉพาะช่วงเวลาที่อากาศเปลี่ยนแปลง หรือปลายฝนต้นหนาว ทำให้เป็นหวัดง่ายขึ้น เรามาดูกันว่าควรรับประทานอาหารชนิดใดมากเป็นพิเศษจึงจะป้องกันสุขภาพร่างกายจากการเป็นหวัดได้

อาหารที่ควรรับประทาน

1. นมวัว

การดื่มนมวัวอุ่น ๆ ในช่วงอากาศเย็นจะทำให้ร่างกายได้รับโปรตีนที่ย่อยง่าย ดูดซึมเร็ว ทำให้นำไปพื้นฟูเซลล์ที่ทรุดโทรมได้เร็วขึ้น จึงลดความเสี่ยงการเป็นหวัดได้ ทั้งนี้ ผู้ที่มีปัญหาในการดื่มนมวัว เช่น ท้องอืด ท้องเสีย สามารถใช้นมถั่วเหลืองแทนก็ได้เช่นกัน

2. โยเกิร์ต

โยเกิร์ตเป็นผลิตภัณฑ์จากนมวัว ที่มีการเติมจุลินทรีย์ที่ดีต่อระบบการย่อยอาหาร และมีการศึกษาพบว่าจะช่วยเพิ่มการทำงานของระบบภูมิต้านทาน ทำให้เม็ดเลือดขาวต่อสู้ไวรัสและแบคทีเรียได้ดีขึ้น การรับประทานโยเกิร์ตก่อนนอน ยังช่วยทำให้ควบคุมน้ำหนักและปรับลำไส้ให้หมดปัญหาท้องผูกได้ด้วย

3. ส้มและกีวี

ผลไม้รสเปรี้ยว เช่น ส้มและกีวีจะมีปริมาณวิตามินซีสูงกว่าผลไม้ชนิดอื่น ๆ แนะนำให้บริโภคเป็นประจำวันละ 1-2 ผล จะทำให้โรคหวัดไม่เป็นปัญหาสำหรับคุณอีกต่อไป แต่หากไม่สะดวกรับประทานวิตามินซีในรูปแบบผลไม้สด ก็เลือกแบบแคปซูลเม็ด 1000 มิลลิกรัมต่อวัน ก็ได้เช่นกัน

4. กระเทียมและเครื่องเทศ

สำหรับคนที่ชอบรับประทานอาหารรสจัดใส่เครื่องเทศหรือกระเทียมมาก ๆ จัดว่าเป็นข้อได้เปรียบที่ทำให้ร่างกายมีอุณหภูมิสูงขึ้น มีระบบการทำงานของอวัยวะต่าง ๆ ที่สมบูรณ์ขึ้นในช่วงอากาศเย็น ทำให้โรคหวัดไม่ถามหาอย่างแน่นอน ทั้งนี้ศาสตร์แพทย์แผนโบราณ ยังแนะนำให้บริโภคบ่อย ๆ สำหรับผู้ที่มีปัญหาภูมิแพ้ หอบหืด เพื่อช่วยปรับภูมิต้านทานร่างกายด้วย

5. ชาเขียว

เครื่องดื่มที่คนไทยนิยมแต่โบราณในการดื่มช่วงฤดูหนาว คือ ชาเขียว ซึ่งมีการวิจัยพบว่าสามารถเพิ่มระดับการทำงานของเม็ดเลือดในการต่อสู้กับไวรัสหวัดได้ดี แนะนำให้ดื่มแบบอุ่นวันละ 2-3 แก้ว จะดีต่อสุขภาพ และควรเลือกสูตรธรรมชาติไม่มีน้ำตาลด้วย

6. หอยนางรม

หอยนางรมเป็นอาหารทะเลที่มีระดับไขมันดี อย่าง โอเมก้า 3 สูงเช่นเดียวกับเนื้อปลาทะเล จึงดีต่อร่างกายในการทำงานของอวัยวะต่าง ๆ แต่มีความพิเศษที่หอยนางรมมีค่าแร่ธาตุสังกะสี (Zinc) สูง ซึ่งมีการวิจัยยืนยันว่าช่วยในการทำงานของเซลล์เม็ดเลือดขาวในการต่อสู้กับเชื้อโรคต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพขึ้น

คงได้เห็นแล้วว่า มีแหล่งอาหารดี ๆ ที่รับประทานเพื่อป้องกันหวัดได้จริงอยู่ใกล้ตัวคุณ เราหวังว่าบทความนี้จะเป็นแนวทางให้ทุกคนเลือกบริโภคอาหารที่เหมาะสมในช่วงอากาศเปลี่ยน เพื่อจะได้ห่างไกลโรคหวัดได้ดีขึ้น

อาหารที่ควรรับประทาน

ปัญหาเหงือกบวมเรื่องใกล้ตัวที่ไม่ควรมองข้าม

สาเหตุของอาการเหงือกบวม

อาการเหงือกบวม เป็นสิ่งที่แสดงถึงการดูแลสุขภาพในช่องปากที่ไม่ดีเพียงพอ สร้างความเจ็บปวดและทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนอื่น ๆ ตามมาได้ในทุกวัย ซึ่งควรให้ทันตแพทย์ตรวจหาสาเหตุและรักษาอย่างตรงจุด

สาเหตุของอาการเหงือกบวม

มักจะมาจากความสกปรกภายในช่องปาก ขาดการแปรงฟันและใช้ไหมขัดฟันที่ถูกวิธี ทำให้มีการสะสมของคราบพลัค ซึ่งเป็นเศษอาหารจับตัวกับน้ำลายและแบคทีเรีย เกาะจนเป็นหินปูนหนาอยู่ตามร่องเหงือกและฟันทำให้มีเลือดออกตามไรฟัน เหงือกบวมเจ็บ มักพบร่วมกับฟันผุบริเวณนั้นด้วย หากปล่อยทิ้งไว้ไม่รักษาก็จะทำให้เหงือกร่น ฟันโยก แล้วก็อาจจะต้องถอนฟันทิ้งด้วย

ผู้ที่เสี่ยงต่ออาการเหงือกบวม

ปัญหาเหงือกบวม พบได้บ่อย ๆ ใน ผู้ที่แปรงฟันและใช้ไหมขัดฟันอย่างไม่ถูกวิธี อาจจะมีการใช้แปรงสีฟันที่ขนแข็งหรือแปรงฟันแรงเกินไปรวมถึง อาจใช้น้ำยาบ้วนปากที่มีฤทธิ์ระคายเคืองเหงือกด้วยก็เป็นได้

สำหรับผู้หญิงที่ตั้งครรภ์ จะมีการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน ทำให้เหงือกอักเสบได้ง่ายกว่าปกติ เช่นเดียวกับคนที่เป็นโรคเบาหวานหรือมะเร็งบางชนิด นอกจากนี้ผู้ที่มีภูมิต้านทานต่ำ ขาดการรับประทานวิตามินซี อย่างเพียงพอ ซึ่งมีในฝรั่ง ผลไม้รสเปรี้ยว ผักใบเขียว หรือมีสาเหตุเกิดจากการติดเชื้อบางชนิด เช่น การติดเชื้อเริมหรือเชื้อราในช่องปาก ก็จะทำให้เสี่ยงต่อการเป็นเหงือกอักเสบได้ง่ายขึ้นด้วย

เมื่อใดที่ควรพบแพทย์

หากเหงือกอักเสบต่อเนื่องกันมากกว่า 2 อาทิตย์ หรือเคี้ยวอาหารไม่ได้ รู้สึกเจ็บปวดมีเลือดไหลออกตลอดเวลา แนะนำว่าควรรีบพบทันตแพทย์ เพื่อทำการตรวจหาสาเหตุที่แท้จริง และรักษาให้ตรงจุด

ในเบื้องต้น ลองเปลี่ยนแปรงสีฟันให้ขนอ่อนนุ่ม ซึ่งมักเขียนว่า ขนแปรง soft หรือ super soft จะลดการระคายเคืองได้มาก การใช้ไหมขัดฟันก็ควรใช้แบบมี wax ขี้ผึ้งเคลือบเพื่อลดการเสียดสี และเลือกสูตรผลิตภัณฑ์น้ำยาบ้วนปากสูตรที่การันตีว่าไม่แสบระคายเคืองปัญหาเหงือกบวมเรื่องใกล้ตัวที่ไม่ควรมองข้าม

การใช้น้ำเกลือบ้วนปากบ่อยขึ้นหลังอาหารและดื่มน้ำเปล่ามาก ๆ สามารถลดการสะสมของเชื้อแบคทีเรียในช่องปากได้อีกทางหนึ่ง หากมีอาการปวดมาก ควรจะรับประทานยาพาราเซตามอล หรือใช้แผ่นแปะแก้ปวด ประคบด้วยน้ำแข็ง จะทำให้อาการทุเลาลงได้บ้าง ก่อนรีบไปพบทันตแพทย์ทันทีที่สามารถนัดเวลาได้

เราหวังว่าบทความนี้จะทำให้ทุกท่านใส่ใจการดูแลสุขภาพเหงือกและฟันให้มากขึ้น เพราะเหงือกคือฐานของฟัน หากอักเสบจะทำให้ฟันโยกและทำให้ประสิทธิภาพในการเคี้ยวเสียไป ทำให้เกิดปัญหาสุขภาพอื่น ๆ ตามมาได้ การพบทันตแพทย์เป็นประจำทุก 6 เดือน จะช่วยให้พบปัญหาเหงือกอักเสบได้เร็ว และรักษาได้ตั้งแต่ระยะต้น

โรคที่อาจเกิดกับคุณได้ถ้าใช้มือถือมากเกินไป

โรคที่อาจเกิดกับคุณได้ถ้าใช้มือถือมากเกินไป

ปัจจุบันการใช้โทรศัพท์มือถือเป็นหนึ่งในสไตล์ของคนยุค 5G ซึ่งมีการศึกษาวิจัยพบว่าคนไทยมีการใช้ โทรศัพท์มือถือมากขึ้นกว่าในอดีต 5 เท่า และผู้ใช้โทรศัพท์มือถือรายใหม่เกิดขึ้นทุก ๆ 20 นาที จำนวน 20 คนนั้น แสดงถึงผู้เสี่ยงเป็นโรคที่เกิดจากการใช้มือถือมากเกินไปมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นทุกวัน

เราจึงได้รวบรวมโรคที่อาจเกิดกับคุณได้ถ้าใช้มือถือบ่อยเกินไปมาฝากกัน ดังนี้

1. โรควุ้นในตาเสื่อม

เป็นอาการที่เกิดได้ เมื่อเรามีการจ้องดูหน้าจอโทรศัพท์มือถือที่มีการปล่อยแสงสีฟ้ามารบกวนยาวนานเกินไป ทำให้ดวงตามีอาการล้า ตาแห้งก่อนวัยอันควร ซึ่งจะทำให้เกิดโรควุ้นในตาเสื่อมตามมา โดยจะเห็นเป็นหยากไย่ลอยไปลอยมาบดบังวิสัยทัศน์ในการมองเห็น หากเป็นขั้นรุนแรงอาจรู้สึกเหมือนมีแสงสว่างวาบที่ดวงตาเป็นครั้งคราว หากไม่รีบรักษาอาจต้องรับการผ่าตัดในอนาคตได้

2. โรคกล้ามเนื้อคอบ่าไหล่อักเสบ

ลักษณะคล้ายกับเป็นโรคออฟฟิศซินโดรม ที่จะมีอาการชาหรือปวดร้าวไปตามลำคอไหล่ แขน ข้อมือ ซึ่งเกิดจากการอยู่ในท่าเดิมเล่นโทรศัพท์นานเกินไป หรือมีการก้มหน้าในองศาที่ไม่เหมาะสม ทำให้กล้ามเนื้อคอมีการเกร็งตัวยาวนาน การแก้ไข คือ ต้องปรับอิริยาบถ หรือองศาในการใช้โทรศัพท์ ซึ่งอาจใช้แท่นวางโทรศัพท์ช่วยได้และลดชั่วโมงในการดูโทรศัพท์ลง

3. โรคนอนไม่หลับ

เกิดจากการเล่นโทรศัพท์บ่อยเกินไปใกล้เวลานอนทำให้ระบบประสาทมีการตื่นตัว เช่น การดูคลิปหรือฟังเรื่องเล่าต่าง นอกจากนี้ การวางโทรศัพท์ไว้ใกล้กับตัวเวลานอน ก็จะทำให้มีความพะวงว่า จะมีโทรศัพท์หรือข้อความเข้า ทำให้นอนหลับไม่สนิท เมื่อตื่นมาก็รู้สึกนอนไม่เต็มอิ่ม คุณภาพในการนอนหลับน้อยลง ทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานลดลงด้วย

4. โรคซึมเศร้า

เกิดโดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่นและวัยทำงาน ที่มีความวิตกกังวลถึงความคิดเห็นของผู้อื่นที่มีต่อตัวเอง การแสดงความคิดเห็นในโลกโซเชียลที่กระทบต่อความรู้สึกในทางร้ายจะทำให้เป็นโรคซึมเศร้าได้ง่าย นอกจากนี้ เมื่อมีปัญหาแบตเตอรี่โทรศัพท์หมด แล้วหาที่ชาร์จไม่ได้ ก็จะมีความวิตกกังวลกระวนกระวายอย่างมาก ซึ่งเป็นอาการของโรคโนโมโฟเบีย หรือภาวะขาดมือถือไม่ได้ ที่มีการวิจัยพบว่าคนรุ่นใหม่ยุคปัจจุบัน เป็นกันมาก

จะเห็นได้ว่า โรคที่เกิดจากการใช้โทรศัพท์มือถือเกิดมีทั้งต่อทางร่างกายและจิตใจ จึงควรใช้เวลากับเทคโนโลยีอย่างเหมาะสม หากมีบุตรหลานในบ้านก็ควรกำหนดช่วงเวลาในการใช้โทรศัพท์ เพราะการใช้โทรศัพท์มากเกินจำเป็นอาจส่งผลต่อสุขภาพ รวมถึงกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันและผลการเรียนด้วย

โรคที่อาจเกิดกับคุณได้ถ้าใช้มือถือบ่อย

วิธีการลดปัญหาจากการใช้ยาและอาหารเสริมในชีวิตประจำวัน

วิธีการลดปัญหาจากการใช้ยาและอาหารเสริมในชีวิตประจำวัน

การใช้ยาและอาหารเสริมเป็นสิ่งที่พบได้มากขึ้นในปัจจุบัน เนื่องจากคนในวัยทำงานมีการใช้ยารักษาโรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจ ความดันเบาหวาน ไขมันในเลือดสูง ฯลฯ ส่วนคนรุ่นใหม่ก็มีการใช้ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมและวิตามินหลากหลายชนิดเพื่อบำรุงสุขภาพ

ในบทความนี้ เราจึงได้รวบรวมวิธีการลดปัญหาจากการใช้ยาและอาหารเสริมในชีวิตประจำวันสำหรับทุกคนมาฝากกัน เพื่อให้นำไปปรับใช้ได้อย่างเหมาะสม

1. เมื่อมีการใช้ยารักษาโรคประจำตัว ควรนำยาที่มีอยู่ทั้งหมดเก็บรวมกันในตู้ยาหรือถุงยาใบเดียว เพื่อให้ง่ายต่อการตรวจสอบว่ามียาใดใกล้หมดอายุ โดยดูจากตัวเลขวันเดือนปีที่ผลิตหรือวันหมดอายุบนแผงยา ถ้าไม่แน่ใจควรนำยาในถุงไปให้เภสัชกรใกล้บ้านช่วยตรวจสอบวันหมดอายุ

2. เมื่อถึงวันนัดของแพทย์ ควรพกยาและอาหารเสริมที่ใช้อยู่ไปให้แพทย์ตรวจดูทุกครั้ง เนื่องจากพบว่ามีปัญหาการใช้ยาซ้ำซ้อนมากขึ้น ไม่ว่าเกิดจากการที่เปลี่ยนโรงพยาบาล หรือเปลี่ยนแพทย์ผู้ดูแล หรือมีการใช้ยาเพื่อรักษาอาการหลายโรคในคนเดียวกัน ทำให้เกิดปัญหายาเสริมหรือหักล้างฤทธิ์กันได้

3. ก่อนการรับประทานอาหารเสริมและวิตามินใด ๆ ควรปรึกษาแพทย์ที่รักษาโรคประจำตัวอยู่ เช่น ถ้าต้องการรับประทานน้ำมันปลา กระเทียมแคปซูล สารสกัดแปะก๊วย ฯลฯ เพื่อช่วยบำรุงร่างกาย หากมีการใช้ยากลุ่มแอสไพรินอยู่ จะทำให้มีความเสี่ยงต่อภาวะเลือดเหลว เมื่อเป็นแผลจะทำให้เลือดหยุดไหลยาก หรือ การใช้วิตามินเอและอีแบบแคปซูล ในขนาดสูงโดยไม่จำเป็นจะเกิดการสะสมในร่างกายได้ การใช้วิตามินหรืออาหารเสริมทุกชนิดจึงไม่ควรทำโดยพลการ

4. ถ้าจำเป็นต้องซื้อยาจากร้านขายยา ควรนำยาและอาหารเสริมที่รับประทานอยู่ไปให้เภสัชกรดูทุกครั้ง เพื่อเลือกใช้ยาที่เหมาะสม เพราะยารักษาโรคบางชนิด เช่น ยาฆ่าเชื้อท้องเสีย ยาไมเกรน ยารักษาโรคกระเพาะบางชนิด ฯลฯ อาจตีกันกับยาที่ใช้อยู่ประจำได้

5. ยารักษาโรคหลายชนิด ไม่ควรหยุดรับประทานเอง เช่น ยารักษาจิตเวช ยาลดไขมันในเลือดสูง ยาโรคเบาหวาน ยาโรคหัวใจ ฯลฯ เพราะจะทำให้ร่างกายเกิดความผันผวนและอาจทำให้อาการกำเริบได้ ต้องให้แพทย์เป็นผู้ปรับลดขนาดยาตามระยะเวลาที่เหมาะสมเท่านั้น

เห็นได้ว่า การใช้ยาและอาหารเสริมในชีวิตประจำวันอย่างปลอดภัยต้องมาจากการรับประทานอย่างถูกวิธีการ และไม่ควรใช้ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมและวิตามินโดยไม่ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร เราหวังว่าบทความนี้จะทำให้ทุกท่านเห็นความสำคัญของการใช้ยาและอาหารเสริมเพื่อสุขภาพที่ดียิ่งขึ้น

วิธีการลดปัญหาจากการใช้ยา