บล็อกเกอร์สายกีฬาและบทวิเคราะห์เชิงข้อมูลล gmjournal.net

Latest Posts

อยากนอนหลับดีขึ้น ต้องรู้เคล็ดลับ 2019

อยากนอนหลับดีขึ้น ต้องรู้เคล็ดลับ 2019

คุณภาพการนอนหลับของคนเราจะดีขึ้นได้ ด้วยการจัดสิ่งแวดล้อมในห้องนอนและการปฏิบัติตัวที่เหมาะสม ซึ่งการนอนหลับได้สนิทและนานเพียงพอ สำคัญต่อประสิทธิภาพการทำงานที่ดีและส่งผลต่อสภาวะอารมณ์ที่แจ่มใสตลอดทั้งวัน

เคล็ดลับที่จะทำให้นอนหลับได้อย่างมีคุณภาพขึ้น มีดังต่อไปนี้

1. การใช้ม่านกันแสงยูวี

สารเมลาโทนินเป็นสิ่งที่ร่างกายสร้างช่วงกลางคืน เพื่อช่วยให้นอนหลับได้สนิท การติดม่านป้องกันแสงยูวีจึงช่วยให้ห้องมืดได้นานขึ้น เหมาะสำหรับไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ที่มักทำงานจนดึกและตื่นสาย เพื่อให้มีชั่วโมงการนอนหลับที่ดีเพียงพอ 6-8 ชั่วโมง

2. ควบคุมแสงสว่างในห้องนอน

การใช้ไฟหรี่ในห้องนอนเป็นสิ่งสำคัญ ควรใช้ไฟหลอดไฟที่เป็นโทนสีส้ม หรือไฟแบบ dim light ที่สามารถปรับระดับความเข้มแสงได้ตามต้องการ ทั้งนี้มีการศึกษาพบว่า แสงไฟที่เป็นโทนสีส้ม จะช่วยให้รู้สึกผ่อนคลายและลดความเครียดได้เร็ว ทำให้หลับได้ลึกและเร็วขึ้น

3. โทนสีห้องนอน

โทนสีครีม ส้ม และน้ำตาล เป็นสีที่ช่วยสร้างความรู้สึกผ่อนคลายได้ จึงควรใช้สีเหล่านี้ทาผนังหรือเลือกวอลเปเปอร์ที่เป็นโทนสีน้ำตาล เพื่อสร้างบรรยากาศที่ผ่อนคลายยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ควรเลือกดอกไม้ประดิษฐ์ ตุ๊กตาหรือของประดับแต่งห้องที่เป็นโทนสีอ่อนแบบพาสเทล เพื่อให้รู้สึกคลายจากความตึงเครียดได้ดียิ่งขึ้นด้วย

4. ใช้กลิ่นบำบัด

การจุดเทียนหอมหรือการใช้ diffuser เป็นเคล็ดลับที่ช่วยสร้างบรรยากาศที่ผ่อนคลายในห้องนอน ซึ่งมีการวิจัยยืนยันว่ากลิ่นที่ช่วยให้คุณภาพในการนอนหลับดียิ่งขึ้น ได้แก่ กลิ่นมะลิ กลิ่นลาเวนเดอร์ กลิ่นกุหลาบ เป็นต้น

5. ใช้เสียงเพลงช่วยสร้างบรรยากาศ

การเปิดเพลงบรรเลงแนวคลาสสิก ที่เป็นจังหวะช้า หรือเพลงแนวกล่อมเด็ก สามารถช่วยให้การนอนหลับรวดเร็วยิ่งขึ้น

6. ความเย็นภายในห้องนอน

ควรตั้งอุณหภูมิภายในห้องนอน ไว้อยู่ที่ 22-25 องศา เพื่อให้หลับได้สบายยิ่งขึ้น การที่อากาศร้อนหรือเย็นเกินไป จะทำให้มีอาการกระสับกระส่ายและตื่นระหว่างคืน ทำให้คุณภาพในการนอนหลับต่ำ ทำให้อ่อนเพลียในช่วยเวลาเช้าได้ นอกจากนี้ ต้องใส่ใจการล้างแอร์และฟอกอากาศอยู่เสมอ จะทำให้อากาศปลอดโปร่งและลดปัญหาโรคภูมิแพ้หอบหืดที่รบกวนการนอนหลับได้

7. งดการใช้โทรศัพท์ก่อนนอน

การใช้โทรศัพท์จะกระตุ้นให้ร่างกายตื่นตัว หลับยาก มีการวิจัยพบว่าผู้ที่วางโทรศัพท์ไว้ใกล้ตัวเวลานอน จะมีคุณภาพการนอนหลับที่ต่ำ และมักกังวลกับการติดต่อสื่อสารกับผู้อื่นทางโซเชียลตลอดเวลา จึงควรงดใช้มือถือก่อนเวลานอน 2-3 ชั่วโมงขึ้นไป

จะเห็นได้ว่า องค์ประกอบในการจัดห้องนอนที่เหมาะสมและการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ส่งผลต่อคุณภาพการนอนหลับได้อย่างมาก หวังว่าบทความนี้ จะทำให้ทุกท่านใส่ใจกับการปรับเปลี่ยนสภาพแวดล้อมในห้องนอน เพื่อให้สามารถหลับได้ง่ายและสนิทยาวนานยิ่งขึ้น

เคล็ดลับที่จะทำให้นอนหลับได้อย่างมีคุณภาพ

โรคที่อาจเกิดกับคุณได้ถ้าใช้มือถือมากเกินไป

โรคที่อาจเกิดกับคุณได้ถ้าใช้มือถือมากเกินไป

ปัจจุบันการใช้โทรศัพท์มือถือเป็นหนึ่งในสไตล์ของคนยุค 5G ซึ่งมีการศึกษาวิจัยพบว่าคนไทยมีการใช้ โทรศัพท์มือถือมากขึ้นกว่าในอดีต 5 เท่า และผู้ใช้โทรศัพท์มือถือรายใหม่เกิดขึ้นทุก ๆ 20 นาที จำนวน 20 คนนั้น แสดงถึงผู้เสี่ยงเป็นโรคที่เกิดจากการใช้มือถือมากเกินไปมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นทุกวัน

เราจึงได้รวบรวมโรคที่อาจเกิดกับคุณได้ถ้าใช้มือถือบ่อยเกินไปมาฝากกัน ดังนี้

1. โรควุ้นในตาเสื่อม

เป็นอาการที่เกิดได้ เมื่อเรามีการจ้องดูหน้าจอโทรศัพท์มือถือที่มีการปล่อยแสงสีฟ้ามารบกวนยาวนานเกินไป ทำให้ดวงตามีอาการล้า ตาแห้งก่อนวัยอันควร ซึ่งจะทำให้เกิดโรควุ้นในตาเสื่อมตามมา โดยจะเห็นเป็นหยากไย่ลอยไปลอยมาบดบังวิสัยทัศน์ในการมองเห็น หากเป็นขั้นรุนแรงอาจรู้สึกเหมือนมีแสงสว่างวาบที่ดวงตาเป็นครั้งคราว หากไม่รีบรักษาอาจต้องรับการผ่าตัดในอนาคตได้

2. โรคกล้ามเนื้อคอบ่าไหล่อักเสบ

ลักษณะคล้ายกับเป็นโรคออฟฟิศซินโดรม ที่จะมีอาการชาหรือปวดร้าวไปตามลำคอไหล่ แขน ข้อมือ ซึ่งเกิดจากการอยู่ในท่าเดิมเล่นโทรศัพท์นานเกินไป หรือมีการก้มหน้าในองศาที่ไม่เหมาะสม ทำให้กล้ามเนื้อคอมีการเกร็งตัวยาวนาน การแก้ไข คือ ต้องปรับอิริยาบถ หรือองศาในการใช้โทรศัพท์ ซึ่งอาจใช้แท่นวางโทรศัพท์ช่วยได้และลดชั่วโมงในการดูโทรศัพท์ลง

3. โรคนอนไม่หลับ

เกิดจากการเล่นโทรศัพท์บ่อยเกินไปใกล้เวลานอนทำให้ระบบประสาทมีการตื่นตัว เช่น การดูคลิปหรือฟังเรื่องเล่าต่าง นอกจากนี้ การวางโทรศัพท์ไว้ใกล้กับตัวเวลานอน ก็จะทำให้มีความพะวงว่า จะมีโทรศัพท์หรือข้อความเข้า ทำให้นอนหลับไม่สนิท เมื่อตื่นมาก็รู้สึกนอนไม่เต็มอิ่ม คุณภาพในการนอนหลับน้อยลง ทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานลดลงด้วย

4. โรคซึมเศร้า

เกิดโดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่นและวัยทำงาน ที่มีความวิตกกังวลถึงความคิดเห็นของผู้อื่นที่มีต่อตัวเอง การแสดงความคิดเห็นในโลกโซเชียลที่กระทบต่อความรู้สึกในทางร้ายจะทำให้เป็นโรคซึมเศร้าได้ง่าย นอกจากนี้ เมื่อมีปัญหาแบตเตอรี่โทรศัพท์หมด แล้วหาที่ชาร์จไม่ได้ ก็จะมีความวิตกกังวลกระวนกระวายอย่างมาก ซึ่งเป็นอาการของโรคโนโมโฟเบีย หรือภาวะขาดมือถือไม่ได้ ที่มีการวิจัยพบว่าคนรุ่นใหม่ยุคปัจจุบัน เป็นกันมาก

จะเห็นได้ว่า โรคที่เกิดจากการใช้โทรศัพท์มือถือเกิดมีทั้งต่อทางร่างกายและจิตใจ จึงควรใช้เวลากับเทคโนโลยีอย่างเหมาะสม หากมีบุตรหลานในบ้านก็ควรกำหนดช่วงเวลาในการใช้โทรศัพท์ เพราะการใช้โทรศัพท์มากเกินจำเป็นอาจส่งผลต่อสุขภาพ รวมถึงกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันและผลการเรียนด้วย

โรคที่อาจเกิดกับคุณได้ถ้าใช้มือถือบ่อย

เคล็ดลับความสำเร็จในทุกสายอาชีพ แท้จริงแล้วเป็นอย่างไร

เลือกอาชีพอย่างฉลาด ก่อนตัดสินใจเลือกงาน

เมื่อพูดถึงความสำเร็จในอาชีพ แต่ละคนให้นิยามความสำเร็จแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับอาชีพที่เลือกและเป้าหมายของเรา บ้างหวังเงินเดือนดี ตำแหน่งสูง ความมีชื่อเสียง ความสุขสงบ งานเป็นสิ่งที่เราทำทุกวันเมื่อเราเลือกงานดีสร้างรายได้มากและสุขภาพดี การมีความสำเร็จในอาชีพการงานจะส่งผลให้ประสบความสำเร็จในชีวิตด้วย ต่อไปนี้เป็นเคล็ดลับที่จะช่วยให้เริ่มต้นอย่างถูกทาง

1.เลือกอาชีพอย่างฉลาด ก่อนตัดสินใจเลือกงานควรถามตัวเองก่อนว่ามีความสนใจ ความรู้ และความถนัดด้านใดเป็นพิเศษ หลายคนโชคดีมีโอกาสทำงานที่รักและมีความศรัทธาในสิ่งที่ทำ มีความกระตือรือร้นที่จะเรียนรู้ให้มากที่สุดเพื่อที่จะทำงานได้ดีและก้าวหน้ายิ่งขึ้น การเลือกอาชีพคือการตัดสินใจส่วนตัว อย่าให้ใครมาบอกว่าอาชีพนี้ดีหรือไม่ดี ทุกอาชีพมีคุณค่าในตัวเอง งานอะไรก็ตามถ้าทำแล้วมีความสุข แม้จะเป็นพนักงานตำแหน่งเล็ก ๆ แต่เป็นฟันเฟืองขององค์กรใหญ่ที่เราภาคภูมิใจ หรือเปิดร้านกาแฟเล็กมีอิสระและรักสิ่งที่ทำ นั่นคือจุดเริ่มต้นที่จะก้าวไปสู่ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่

2.เมื่อต้องทำงานซ้ำๆ เป็นเวลาหลายปีควรประเมินตัวเองเสมอ คุณชอบอาชีพนี้และอยากทำงานให้ดีที่สุด การวัดความสำเร็จของคุณเองจะช่วยให้ตั้งเป้าหมายได้ตั้งแต่ระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว ผ่านความสำเร็จไปทีละขั้นเพื่อไม่ให้รู้สึกเครียดกับปลายทางที่ต้องการเกินไป คุณต้องเป็นคนตัดสินความสำเร็จด้วยตัวเอง ไม่ต้องฟังคำจำกัดความของคนอื่น ทุกวันหลังจากเลิกงานควรกลับบ้านตามเวลาสมควรและกลับไปใช้ชีวิตกับคู่รักและครอบครัวที่ช่วยเติมพลังใจและสนับสนุนให้คุณประสบความสำเร็จมากยิ่งขึ้น

3.ขอความช่วยเหลือจากคนอื่น เจ้านาย เพื่อนร่วมงาน หรือแม้แต่คู่แข่งที่ประสบความสำเร็จล้วนมีประสบการณ์มากกว่า พยายามเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ จากคนอื่นอยู่เสมอเพื่อพัฒนาทักษะที่ยังไม่เชี่ยวชาญ ความรู้เป็นพื้นฐานสำคัญซึ่งเจ้านายและเพื่อนร่วมงานอาจให้คำปรึกษาและแนะนำเกี่ยวกับอาชีพการงาน นอกจากนั้นเรายังเรียนรู้จากคู่แข่งได้ด้วย แม้ว่าคนทุกวันนี้ชอบแสดงออก แต่การฟังมากกว่าพูดและเข้าใจสิ่งที่คนอื่นพูดเป็นเรื่องดีเสมอ ช่วยให้พัฒนาทักษะศักยภาพของตนเองมากขึ้นและสร้างจุดแข็งที่เอาชนะคู่แข่งได้ในที่สุดเคล็ดลับความสำเร็จในทุกสายอาชีพ แท้จริงแล้วเป็นอย่างไร

4.ใช้ข้อผิดพลาดให้เป็นประโยชน์ ทุกคนก็ทำผิดพลาดได้ แม้ว่าจะพยายามอย่างมาก ระมัดระวังเพื่อหลีกเลี่ยงข้อผิดพลาดร้ายแรง แต่บางครั้งก็เกิดขึ้นและควรยอมรับข้อผิดพลาดนั้น หาวิธีแก้ไขหรือปรับปรุงให้ดีขึ้น การพัฒนาทักษะด้านการแก้ปัญหาเป็นสิ่งสำคัญสำหรับทุกสาขาอาชีพ เมื่อผ่านพ้นอุปสรรคไปได้แล้วจะมีกำลังใจในการทำงานให้ดีขึ้นเรื่อย ๆ

5.อย่ายึดติดมากเกินไป คุณอาจจะเคยคิดว่าเลือกอาชีพที่เหมาะสมกับตัวเองแล้ว แต่ใครจะรู้วันข้างหน้าอาจมีการเปลี่ยนแปลง ควรเปิดใจรับหน้าที่การงานใหม่ การตามหาความสำเร็จไม่ใช่เรื่องยาก ข้อสำคัญคือทำงานอย่างมีความสุขโดยไม่ต้องรอให้บรรลุเป้าหมายที่อาจยังอยู่อีกไกล

วิธีการลดปัญหาจากการใช้ยาและอาหารเสริมในชีวิตประจำวัน

วิธีการลดปัญหาจากการใช้ยาและอาหารเสริมในชีวิตประจำวัน

การใช้ยาและอาหารเสริมเป็นสิ่งที่พบได้มากขึ้นในปัจจุบัน เนื่องจากคนในวัยทำงานมีการใช้ยารักษาโรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจ ความดันเบาหวาน ไขมันในเลือดสูง ฯลฯ ส่วนคนรุ่นใหม่ก็มีการใช้ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมและวิตามินหลากหลายชนิดเพื่อบำรุงสุขภาพ

ในบทความนี้ เราจึงได้รวบรวมวิธีการลดปัญหาจากการใช้ยาและอาหารเสริมในชีวิตประจำวันสำหรับทุกคนมาฝากกัน เพื่อให้นำไปปรับใช้ได้อย่างเหมาะสม

1. เมื่อมีการใช้ยารักษาโรคประจำตัว ควรนำยาที่มีอยู่ทั้งหมดเก็บรวมกันในตู้ยาหรือถุงยาใบเดียว เพื่อให้ง่ายต่อการตรวจสอบว่ามียาใดใกล้หมดอายุ โดยดูจากตัวเลขวันเดือนปีที่ผลิตหรือวันหมดอายุบนแผงยา ถ้าไม่แน่ใจควรนำยาในถุงไปให้เภสัชกรใกล้บ้านช่วยตรวจสอบวันหมดอายุ

2. เมื่อถึงวันนัดของแพทย์ ควรพกยาและอาหารเสริมที่ใช้อยู่ไปให้แพทย์ตรวจดูทุกครั้ง เนื่องจากพบว่ามีปัญหาการใช้ยาซ้ำซ้อนมากขึ้น ไม่ว่าเกิดจากการที่เปลี่ยนโรงพยาบาล หรือเปลี่ยนแพทย์ผู้ดูแล หรือมีการใช้ยาเพื่อรักษาอาการหลายโรคในคนเดียวกัน ทำให้เกิดปัญหายาเสริมหรือหักล้างฤทธิ์กันได้

3. ก่อนการรับประทานอาหารเสริมและวิตามินใด ๆ ควรปรึกษาแพทย์ที่รักษาโรคประจำตัวอยู่ เช่น ถ้าต้องการรับประทานน้ำมันปลา กระเทียมแคปซูล สารสกัดแปะก๊วย ฯลฯ เพื่อช่วยบำรุงร่างกาย หากมีการใช้ยากลุ่มแอสไพรินอยู่ จะทำให้มีความเสี่ยงต่อภาวะเลือดเหลว เมื่อเป็นแผลจะทำให้เลือดหยุดไหลยาก หรือ การใช้วิตามินเอและอีแบบแคปซูล ในขนาดสูงโดยไม่จำเป็นจะเกิดการสะสมในร่างกายได้ การใช้วิตามินหรืออาหารเสริมทุกชนิดจึงไม่ควรทำโดยพลการ

4. ถ้าจำเป็นต้องซื้อยาจากร้านขายยา ควรนำยาและอาหารเสริมที่รับประทานอยู่ไปให้เภสัชกรดูทุกครั้ง เพื่อเลือกใช้ยาที่เหมาะสม เพราะยารักษาโรคบางชนิด เช่น ยาฆ่าเชื้อท้องเสีย ยาไมเกรน ยารักษาโรคกระเพาะบางชนิด ฯลฯ อาจตีกันกับยาที่ใช้อยู่ประจำได้

5. ยารักษาโรคหลายชนิด ไม่ควรหยุดรับประทานเอง เช่น ยารักษาจิตเวช ยาลดไขมันในเลือดสูง ยาโรคเบาหวาน ยาโรคหัวใจ ฯลฯ เพราะจะทำให้ร่างกายเกิดความผันผวนและอาจทำให้อาการกำเริบได้ ต้องให้แพทย์เป็นผู้ปรับลดขนาดยาตามระยะเวลาที่เหมาะสมเท่านั้น

เห็นได้ว่า การใช้ยาและอาหารเสริมในชีวิตประจำวันอย่างปลอดภัยต้องมาจากการรับประทานอย่างถูกวิธีการ และไม่ควรใช้ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมและวิตามินโดยไม่ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร เราหวังว่าบทความนี้จะทำให้ทุกท่านเห็นความสำคัญของการใช้ยาและอาหารเสริมเพื่อสุขภาพที่ดียิ่งขึ้น

วิธีการลดปัญหาจากการใช้ยา

อาหารรสจัด สารพัดอันตราย

อาหารรสจัด สารพัดอันตราย

ถ้าพูดถึงเรื่องอาหารการกินของคนไทยเรา มีหลากหลายรสชาติหลากหลายเมนู และอาหารไทยก็ยังเป็นที่ชื่นชอบของชาวต่างชาติที่มาเที่ยวประเทศไทยแล้วต้องมากิน เมนูเด็ดหลายๆอย่างที่โดดเด่น หน้าตาของอาหารที่ชวนให้น้ำลายแตก แต่ก็แทบจะทุกเมนูจะมีรสชาติที่จัดจ้าน ดูถูกปากคนไทยอยู่ไม่น้อย ก็ไม่แปลกที่ต่างชาติจะอยากลองกินรสชาติที่ร้อนแรงมากกว่าอาหารของบ้านเขา แต่อาหารรสจัดที่คนไทยติดใจกันนั้นไม่มีผลดีกับสุขภาพของเราเลย

การกินอาหารที่รสชาติเผ็ดจัด ข้อดีของความเผ็ดซี๊ด คือช่วยกระตุ้นระบบไหลเวียนของเลือด ความเผ็ดร้อนของอาหารช่วยให้การทำงานของปอดและลำไส้เป็นปกติ และยังช่วยขับเหงื่อขับลมในกระเพาะและลำไส้ บางคนไม่สบายเป็นหวัดคัดจมูกจะเลือกกินอาหารที่มีรสชาติเผ็ดจัด ความร้อนแรงของรสชาติจะทำให้จมูกโล่งรู้สึกสบายตัวขึ้นเหมือนมันช่วยขับของเสียออกมา แต่ความจริงมันอาจมีโรคร้ายรอเราอยู่ ความผิดปกติของบางคนที่ชอบรสจัด ถ้ารุสึกว่าเป็นสิวเยอะๆและรู้ตัวว่าตัวเองชอบกินเผ็ด มันคือตัวกระตุ้นให้ต่อมไขมันเกิดการอักเสบยิ่งถ้าเป็นสิวอยู่แล้วมันจะเป็นเพิ่มขึ้นอีกเมื่อต่อมไขมันในร่างกายทำงานผิดปกติ

แม้การกินเผ็ดจะช่วยแก้อาการจุกเสียดแน่นท้องได้ แต่ก็ทำให้เกิดอาการ กรดในกระเพราะอาหารทำให้ท้องอืดขึ้นมาแทน คนส่วนใหญ่คิดว่าการกินเผ็ดจะช่วยกำจัดไขมันให้ออกมาในรูปแบบของเหงื่อ ก็อาจจะทำให้เกิดโรคอ้วนได้ เพราะความเผ็ดจะทำให้อยากอาหารและกินเยอะขึ้นเรื่อยๆ หัวใจก็ทำงานหนักเมื่อกระตุ้นการสูบฉีดเลือด โรคหัวใจก็ไม่ใกล้เกินเอื้อมถ้าเราไม่ลดความร้อนแรงของมัน

การกินหวานเกินไป ก็ไม่ต่อร่างกายเช่นกัน เสี่ยงกับโรคร้ายที่ชื่อคุ้นหูคนไทยคือ โรคเบาหวาน ถึงแม้ความหวานจะช่วยให้ร่างกายรู้สึกสดชื่น แต่มันร้ายกาจเกินรสชาติของมัน อาหารคาวที่ใส่หวานจนเกินไป และอาหารหวาน เช่น บิงซู เค้ก ถ้ากินในปริมาณที่มากเกินไปความอ้วนก็จะตามมา และจบลงที่เบาหวาน

อีกหนึ่งรสชาติที่ติดปากคือ รสเค็ม สารอาหารที่อยู่ในความเค็ม เราเรียกมันว่า โซเดียม ที่ช่วยให้ร่างกายควบคุมความสมดุลของของเหลว รักษาระดับความดันให้อยู่ในระดับปกติ คุ้มความเป็นกรด-ด่างในเลือด แต่ถ้าเรารับเจ้าโซเดียมเข้ามาในร่างกายมากเกินไปบ่อยๆ จะทำให้ ไต ทำงานหนักและค่อยๆเสื่อมลงจนทำให้ร่างกายทำงานผิดปกติ เมื่อไตทำงานผิดปกติ ร่างกายก็จะขับน้ำออกไม่ได้ดีเท่าที่ควรอาการที่ตามมาคือ บวมน้ำ จนเป็นสาเหตุที่ทำให้เป็น โรคไตวาย คนไทยจำนวนมากที่เป็นโรคไต ต้องยอมเสียค่ารักษาแพงๆเพื่อฟอกเลือด หรือปลูกไตใหม่ ซึ่งมันไม่คุ้มกันเลยกับรสชาติอาหารที่เราเลือกกินเพื่อแลกกับโรคร้ายมา

การเลือกกินอาหารที่รสจัดจนเกินไป มันไม่ดีต่อสุขภาพเราแน่นอน ไม่ว่าจะรสชาติไหน ถ้ามีคำว่าเกินไปมันไม่มีผลดีกับเราแน่นอน ลองปรับเปลี่ยนรสชาติให้อยู่ในคำว่าพอดี ไม่เผ็ดเกิน ไม่หวานเกิน ไม่เปรี้ยวไม่เค็มจนเกินไป เพราะโรคร้ายที่จะตามมามันร้ายแรงยิ่งกว่า ลดระดับให้อยู่ในความพอดี ร่างกายแข็งแรง ห่างไกลจากโรคร้าย

การกินอาหารที่รสชาติเผ็ดจัด

ท่องเที่ยวไทยหน้าหนาวที่ไหนกันดี ในปี 2019

ท่องเที่ยวไทยหน้าหนาวที่ไหนกันดี ในปี 2019

ในช่วงเดือนพฤศจิกายนจนถึงกุมภาพันธ์ของแต่ละปี เป็นช่วงเวลาที่ประเทศไทยมีอากาศดี คือเย็นสบายจนถึงหนาว และยังเป็นช่วงเทศกาลวันหยุดยาว ทำให้เป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศที่จะมาเก็บเกี่ยวประสบการณ์ต่างพื้นที่ และนำแรงบันดาลใจดี ๆ กลับไปทำงานกันอีกครั้ง

ในวันนี้ เราจึงขอเสนอสถานที่ท่องเที่ยวไทย สำหรับหน้าหนาวในปี 2019 ให้คุณเลือกกันตามความชอบ ดังนี้

1. ดอยแม่สลอง จังหวัดเชียงราย

เป็นพื้นที่สูงและมีวิวแบบพาโนรามาของต้นชานับล้าน ที่จะทำให้คุณอิ่มเอมกับธรรมชาติที่ไม่ได้แต่งเติม และยังได้ชิมอาหารประจำท้องถิ่นอย่างขาหมูยูนานทานคู่กับหมั่นโถ และชาร้อน เชื่อว่าจะเป็นสถานที่ที่คุณจะประทับใจไม่มีวันลืม

2. ดอยเสมอดาว จังหวัดน่าน

เป็นจุดชมวิวที่เป็นลานกว้างขวางตามแนวสันเขา นักท่องเที่ยวนิยมเยี่ยมชมและเก็บภาพความประทับใจช่วงค่ำคืนและรุ่งสางที่ท้องฟ้าจะเป็นสีเหลืองส้ม พร้อมกับทะเลหมอกและอากาศเย็นจัดที่หาไม่ได้จากที่อื่น

3. เขาพะเนินทุ่ง จังหวัดเพชรบุรี

เป็นจุดชมวิวในอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ที่มีความสูงจากระดับน้ำทะเล ถึง 1.2 กิโลเมตร คุณจะได้ชื่นชมความงามของทะเลหมอกเหนือป่าดงดิบสีเขียวขจีที่อยู่เบื้องล่าง และทอดยาวไปไกลสุดสายตา ที่นี่มีกูรูแนะนำไว้ว่าห้ามพลาดที่กม. 30 และ 36 สำหรับการเก็บภาพที่สวยที่สุดกลับบ้านด้วย

4. มอหินขาว จังหวัดชัยภูมิ

ตั้งอยู่ในอุทยานแห่งชาติภูแลนคา เป็นสวนหินตามธรรมชาติ ที่เกิดจากการสะสมตะกอนทรายและดินเหนียว ที่ผ่านความร้อนและแรงกดมาหลายร้อยหลายพันปี จนปรากฏเป็นหินก้อนใหญ่ สีขาวสะอาดเรียงตัวกันในทิศทางต่าง ๆ แลดูสวยงามเหมาะแก่การนอนดูดาวกลางอากาศที่หนาวเย็นช่วงต้นปีอย่างมาก

5. ห้วยคอกหมู จังหวัดราชบุรี

เป็นสถานที่ท่องเที่ยวไทย ที่ทำให้เห็นประเทศเพื่อนบ้านอย่างเมียนม่าร์ได้จากแนวเทือกเขาตะนาวศรีใกล้จุดปฏิบัติการของตำรวจตระเวนชายแดน หรือ ตชด. 137 ที่สูงจากระดับน้ำทะเลราว 0.8 กิโลเมตร คุณจะได้ชมวิวพระอาทิตย์เหนือป่าดิบชื้นที่อุดมสมบูรณ์สุดประทับใจอย่างแน่นอน

6. ภูห้วยอีสัน จังหวัดหนองคาย

เป็นอีกสถานที่ที่ทำให้คุณได้ชมวิวแม่น้ำโขงในบรรยากาศแห่งทะเลหมอกสามฤดูตั้งแต่ตื่นนอนตอนเช้า ทั้งยังได้สัมผัสกับชีวิตคนพื้นถิ่นที่มีความเป็นกันเองและเป็นมิตรชนิดที่ทำให้ ต้องกลับมาเยี่ยมเยือนกันเป็นประจำทุกปี

เป็นอย่างไรกันบ้าง กับสถานที่ท่องเที่ยวไทยในหน้าหนาวที่เราได้แนะนำไป หวังว่าจะเป็นที่ถูกใจและสร้างความประทับใจแก่ทุกท่าน สำหรับการเก็บเกี่ยวประสบการณ์ที่แตกต่างจากชีวิตประจำวันในเมืองใหญ่

ภูห้วยอีสัน จังหวัดหนองคาย

ขายของในโลกออนไลน์ทำไมต้องทำ SEO

ขายของในโลกออนไลน์ทำไมต้องทำ SEO

มีผู้คนจำนวนมากใช้ช่องทางการตลาดบนโลกออนไลน์ เพื่อการขายสินค้าและบริการ เนื่องจากเป็นวิธีการที่รวดเร็วที่สุดและได้ผลดีที่สุดในการประชาสัมพันธ์แบรนด์ให้ไปถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย

การทำ SEO ก็เป็นหนึ่งในวิธีการที่จะทำให้การขายสินค้าและบริการประสบความสำเร็จได้ดียิ่งขึ้น จะด้วยเหตุผลใดบ้างมาดูกันเลย

ทำความรู้จักกับ SEO

SEO หรือ search engine optimization เป็นกระบวนการพัฒนาเว็บไซต์ใน 2 ส่วน คือ On-page SEO และ Off-page SEO โดย

1. On-page SEO คือ การปรับปรุงเนื้อหาในเว็บไซต์ให้มีความทันสมัย มีความถูกต้องในรายละเอียดด้านลึกและกว้าง มีการใช้ถ้อยคำเขียนที่สละสลวยน่าอ่าน ที่สำคัญคือต้องประกอบด้วย keyword 1-2 คำ ที่ผ่านการวิจัยมาแล้วว่าเป็นคำที่กลุ่มลูกค้าเป้าหมายมีการสืบค้นมาก (ประเด็นนี้สามารถศึกษาเพิ่มได้เพิ่มเติมจาก Google Search)

2. Off-page SEO คือ การเชื่อมโยงลิงค์จากเว็บไซต์ภายนอกเข้าสู่เว็บไซต์ธุรกิจคุณเพื่อให้เกิดการขยายกลุ่มลูกค้าในวงกว้างขึ้น ตัวอย่างเช่น คุณทำลิงค์กับเว็บไซต์ขายอาหารในจังหวัดเชียงใหม่ (โดยที่คุณทำธุรกิจขายงานฝีมือเชียงใหม่เป็นของที่ระลึก) คุณก็มีโอกาสจะได้ลูกค้ามากขึ้น เพราะว่านักท่องเที่ยวที่มาเชียงใหม่ก็มักจะซื้อทั้งอาหารและงานประดิษฐ์กลับไป กลับไปฝากญาติพี่น้องที่บ้านเสมอ

ทำไม SEO ทำให้ขายของได้ดีขึ้น

เนื่องจาก SEO เป็นการปรับปรุงเว็บไซต์ให้มีความโดดเด่นทั้งสองส่วนที่กล่าวมา ทำให้ตอบโจทย์การสืบค้นของกลุ่มผู้ใช้ผ่าน search engine ที่นิยมทั่วโลกก็คือ Google และ Yahoo และ Bing มากขึ้น (โดย search engine จะมีระบบ algorithm ที่ใช้ในการวิเคราะห์และประมวลผลของคุณภาพเว็บไซต์ในเครือข่าย แล้วนำมาเสนอต่อผู้ใช้งาน)

หากคุณสามารถทำ SEO ได้อย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ มีการอัพเดทเนื้อหาใหม่ ๆ ที่น่าสนใจ เช่น กรณีที่คุณทำธุรกิจงานประดิษฐ์ อาจจะมีการอัพโหลดคลิปที่เกี่ยวกับวิธีการทำ แสดงให้ดูว่ากว่าจะได้เป็นกระเป๋าถักสาน 1 ชิ้น ต้องผ่านอะไรมาบ้าง ก็จะทำให้มีลูกค้าสนใจที่จะซื้อมากยิ่งขึ้นได้ เป็นต้น

นอกจากนี้การทำ SEO ยังช่วยให้เว็บไซต์ของธุรกิจคุณอาจมีความน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้นเพราะว่าการถูกจัดในอันดับต้น ๆ จะทำให้มีการใช้ข้อมูลในเว็บไซต์ไปอ้างอิงหรือเชื่อมโยง linkมากกว่าเว็บไซต์ในหน้าหลัง ๆ จึงทำให้ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายมีความเชื่อมั่นในแบรนด์สินค้าของคุณยิ่งขึ้น

การทำเว็บไซต์ SEO อาจปรึกษาและจ้างทีมงานที่มีผู้เชี่ยวชาญด้าน SEO ที่ไว้ใจได้ (มีค่าใช้จ่ายที่เหมาะสมและการันตีผลลัพธ์ที่น่าพอใจ) หรือหากเจ้าของเว็บไซต์ต้องการเรียนรู้ทำ SEO ด้วยตัวเอง ก็สามารถศึกษาได้ผ่านหนังสือและช่องทางอินเตอร์เน็ตที่มีกูรูมาให้คำอธิบายไว้ ผู้ทำธุรกิจออนไลน์จึงสามารถเลือกวิธีการที่เหมาะสมกับตัวเองได้ทั้งสิ้น

เทรนด์ธุรกิจที่เปลี่ยนไป เมื่อไลฟ์สไตล์ลูกค้าเปลี่ยนแปลง

เทรนด์ธุรกิจที่เปลี่ยนไป เมื่อไลฟ์สไตล์ลูกค้าเปลี่ยนแปลง

ปัจจุบันมีการใช้ระบบไอทีและแพลตฟอร์มต่าง ๆ เพื่อช่วยประชาสัมพันธ์และเสริมศักยภาพของธุรกิจแทบทุกประเภท จึงไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไปสำหรับการสร้างธุรกิจใหม่ ด้วยเงินทุนที่น้อยกว่าในอดีต แต่กระนั้นยังมีประเด็นใหม่ ๆ (ที่เพิ่มจากในอดีต) ที่นักธุรกิจหน้าใหม่ต้องใส่ใจเพื่อการพัฒนา ทำให้ธุรกิจอยู่รอดและเติบโตได้ดีต่อไป

1. เข้าถึงการรีวิวของลูกค้า

การแชร์ประสบการณ์ของลูกค้าเป็นเรื่องสำคัญที่มีเปอร์เซ็นต์น้ำหนักสูงขึ้นเรื่อย ๆ สำหรับการตัดสินใจของลูกค้าหน้าใหม่คนอื่น ๆ ในการซื้อหรือใช้บริการ เช่น PANTIP.COM facebook และเพจต่าง ๆ ที่เปิดโอกาสให้ทุกคนได้รีวิว , คอมเมนต์และเตือนภัยผู้อื่น

หากเจ้าของธุรกิจไม่ใส่ใจในการรีวิวหรือคอมเม้นต์เหล่านี้ ก็อาจจะไม่ทราบข้อเท็จจริงหรือขาดมุมมองอีกด้าน คือ จากแง่มุมของลูกค้าหรือผู้ใช้บริการ ทำให้ไม่สามารถปรับตัวได้ทันพอที่จะมัดใจลูกค้าให้กลับมาใช้บริการใหม่และอาจต้องเสียลูกค้าให้กับคู่แข่งทางธุรกิจเจ้าอื่นที่ใส่ใจในความต้องการของกลุ่มเป้าหมายเดียวกัน!

2. ลูกค้ามีส่วนร่วมในการโพสต์และแชร์

การคิดแคมเปญต่าง ๆ เช่น ให้ลูกค้าถ่ายภาพตัวเองคู่กับสินค้าหรือให้ถ่ายภาพผลิตภัณฑ์ที่ลูกค้าใช้จริง พร้อมติด hashtag #ชื่อร้าน หรือ #ธุรกิจ เพื่อเกิดการแชร์และเกิด community เฉพาะกลุ่ม เป็นการประชาสัมพันธ์ที่ได้ผลดีมากขึ้นเรื่อย ๆ

เพราะไลฟ์สไตล์ลูกค้าในปัจจุบัน นิยมบอกต่อประสบการณ์ผ่านรูปภาพสวย ๆ หรือข้อความดี ๆ และยังมีแนวโน้มจะใช้พื้นที่บนอินเตอร์เน็ตเป็นที่เก็บความทรงจำ ความประทับใจมากขึ้น ทั้งบน facebook Instagram จนเกิดเป็นธุรกิจจัดเก็บข้อมูล cloud ซึ่งจะเป็นองค์ประกอบที่สำคัญ สำหรับสังคม BIG DATA ในอนาคต

3. ใช้แพลตฟอร์มที่หลากหลาย

เพื่อรับฟังข้อมูลและเรียนรู้ลูกค้าที่มาใช้บริการมากขึ้น ที่สำคัญคือ การสร้าง content ที่น่าสนใจและมีระบบ SEO รองรับ เพื่อให้สามารถถูกสืบค้นจาก Google ได้ง่าย นอกจากนี้ก็ควรเปิด facebook หรือ เพจ โดยใส่เนื้อหาและภาพผลิตภัณฑ์ พร้อมนำเสนอโปรโมชั่นสู่ที่ดึงดูดใจสู่กลุ่มเป้าหมาย ซึ่งจะทำให้ลูกค้ารู้สึกคุ้นเคยและเป็นกันเองกับธุรกิจมากขึ้น

4. รับออเดอร์สินค้าหรือบริการที่มีความยูนิค unique ได้

โดยเฉพาะธุรกิจร้านอาหาร , ร้านดอกไม้ , ธุรกิจการจัดเลี้ยง ฯลฯ ที่ลูกค้าต้องการความเซอร์ไพรส์หรือต้องการความเป็นส่วนตัวหรือความเป็นเอกลักษณ์ unique มากยิ่งขึ้น

การมี options เสริมที่ไม่ใช่ One-fit-all จะทำให้ลูกค้าได้ประสบการณ์ที่แปลกใหม่และพึงพอใจจนกลับมาใช้บริการซ้ำในโอกาสต่าง ๆ มากยิ่งขึ้น

เทรนด์ธุรกิจที่เปลี่ยนไปไลฟ์สไตล์ลูกค้าเปลี่ยนแปลง

ในยุคที่ข้อมูลมีค่ายิ่งกว่าทอง การที่มีลูกค้าเข้ามาสอบถาม รีวิว หรือคอมเม้นต่าง ๆ เจ้าของธุรกิจควรมีทัศนคติที่ดีในการเห็นคุณค่าของสิ่งที่ลูกค้าต้องการและควรอบรมทีมงานให้เข้าใจเช่นเดียวกัน เพื่อลดปัญหาเฉพาะหน้าและยังสามารถนำข้อมูลเหล่านั้นมาวิเคราะห์ในเชิงลึก เพื่อการออกเป็นแคมเปญใหม่ ๆ เช่น ส่วนลด หรือบัตรเชิญลูกค้าเก่าให้มาใช้บริการซ้ำอีกครั้ง ซึ่งจะเป็นผลดีต่อธุรกิจในอนาคตต่อไป

น้องเมย์ หวด สาวจีน เข้ารอบ 8 คน แบดไชน่า โอเพ่น

การประลองแบดมินตันรายการ “ฝูโจว ไชน่า โอเพ่น 2018” ทัวร์ที่นาเมนท์ระดับบีดับบลิวเอฟเวิลด์ทัวร์ 750 ชิงเงินรางวัลรวม 700,000เหรียญสหรัฐ หรือราว 22,400,000 บาท ที่เมืองฝูโจว ประเทศจีน

เป็นการลงสู่สนามแข่งวันที่สาม ชนิดคู่ผสมรอบสอง (16 คู่) “บาส”เดชาพล พัววรานุเคราะห์ กับ “ปอป้อ” สมบัติพัสถานสิรี แต้รัตนชัยคู่มือชั้น 8 ของโลก เอาชนะ จาง ดกน กับ หลี่ หยินฮุ่ย คู่มือชั้น 6ของรายการ คู่มือชั้น 13 ของโลกจากจีน ไปได้ 2-1 เกม 19-21, 21-16, 21-15 ใช้เวลาชิงชัย 70 นาที “บาส” เดชาพล กับ “ปอป้อ”สินทรัพย์สิรี ผ่านไปสู่รอบก่อนรองชนะเลิศไปพบกับ เชง ซีเหว่ย กับหวง หย่าเชียง คู่มือชั้น 1 ของรายการ คู่มือชั้น 1 ของโลกจากจีน

ชนิดหญิงผู้เดียวรอบสอง (16 คน) “เมย์” รัชนก อินทนนท์ มือชั้น 6ของรายการ มือชั้น 8 ของโลก เอาชนะ หาน หยู่ มือชั้น 34 ของโลกจากจีน ไปได้ 2-0 เกม 21-15, 21-14 ใช้เวลาชิงชัย 38 นาที“เมย์” รัชนก ผ่านไปสู่รอบก่อนรองชนะเลิศไปพบกับ เฉิน ยู่เฟยมือชั้น 4 ของรายการ มือชั้น 4 ของโลกจากจีน

“ครีม” บุศนันทน์ อึ๊งบำรุงพันธ์ มือชั้น 26 ของโลก พ่ายแพ้ให้กับพูสซารา สินธุ มือชั้น 3 ของรายการรวมทั้งของโลกจากประเทศอินเดีย ไป 0-2 เกม 12-21, 15-21 ใช้เวลาชิงชัย 37 นาที
Advertisement

“หมิว” พรปวีณ์ ช่อยกสกุล มือชั้น 22 ของโลก ปราชัยให้กับ เฉิน ยู่เฟย มือชั้น 4 ของรายการและก็ของโลกจากจีน 1-2 เกม 21-19, 9-21, 10-21ใช้เวลาแข่ง 52 นาที

จำพวกหญิงคู่รอบสอง (16 คู่) “กิ๊ฟ” ควรมายากลพรรณ กิติเตียนธารกุล กับ “ทิวทัศน์” รวินดา ประเจตนา คู่มือชั้น 8 ของรายการคู่มือชั้น 7 ของโลก แพ้ให้กับ หลี่ เหวินเหม่ย กับ เชง ยู่ คู่มือชั้น135 ของโลกจากจีน ไป 0-2 เกม 16-21, 20-22

“เอิร์ธ” พุธิตา สุภจิรกุล กับ “ปอป้อ” สมบัติพัสถานสิรี แต้รัตนชัยคู่มือชั้น 192 ของโลก พ่ายแพ้ให้กับ มายุ มัตซูโมโต กับ วากานะนากาฮาระ คู่มือชั้น 5 ของรายการ คู่มือชั้น 4 ของโลกจากประเทศญี่ปุ่น ไป 0-2 เกม 19-21, 15-21

ไขข้อข้องใจ!! ทำไมอังกฤษเกลียดที่อเมริกันเรียก “ฟุตบอล” ว่า “ซ็อคเกอร์”

ทำไมอังกฤษเกลียดที่อเมริกันเรียก ฟุตบอล ว่า ซ็อคเกอร์

สำหรับคนไทยแล้วอะไรอะไรไม่สลับซับซ้อนนักเพราะว่าพวกเราก็เรียกมันว่าบอลราวกับๆกันไปหมด แม้กระนั้นสำหรับคนประเทศอังกฤษกับคนอเมริกันแล้วการเรียกชื่อของกีฬาที่มีข้างละ 11คนลงไปแย่งลูกฟุตบอลกลมๆว่าอะไรนั้นเกิดเรื่องใหญ่ที่ยอมกันมิได้อย่างที่พวกเรารู้กันอยู่ว่าทางฝั่งอังกฤษจะเรียกมันว่า Football แต่ว่าคนอเมริกันจะเรียกมันว่า Soccer ทั้งๆที่มันเป็นกีฬาเดียวกันแท้ๆ

โดยปกติภาษาอังกฤษแบบอังกฤษกับภาษาอังกฤษแบบอเมริกันมีส่วนที่แตกต่างบ้างอยู่แล้ว สำหรับคนประเทศอังกฤษ pudding หมายคือทั้งหมดทุกอย่างที่พวกเขาเห็นว่าเป็นของหวาน แต่ว่าสำหรับคนประเทศอเมริกา pudding เป็นขนมหวานประเภทหนึ่งที่คนอังกฤษเรียกว่า Custard ยังไม่ต้องนับ pie ที่ก็แตกต่าง แต่ว่าก็อาจจะยังไม่ใช่อะไรที่โต้เถียงกันเท่า Football กับ Soccer การคัดค้านระหว่างสองฝ่าย เป็นไปอย่างถึงใจถึงอารมณ์เสมอ ยิ่งโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับข้างอังกฤษ ที่เห็นว่าตัวเองเป็นผู้ให้กำเนิดมันขึ้นมา

พวกเรามักเช้าใจกันว่ากีฬาจำพวกนี้เกิดมาด้วยชื่อว่า Football จนกระทั่งเมื่อมันเข้าไปในอเมริกาแล้วคนอเมริกันได้เรียกมันเสียใหม่ว่าSoccer เพื่อไม่รู้สึกสับสนกับกีฬาที่ได้รับความนิยมของตรงนั้นที่(บุคคลอื่น) เรียกว่าอเมริกันบอล หรือบอกไปให้ไกลกว่านั้นได้ว่ามันบางทีอาจหมายคือการที่อเมริกาต้านอังกฤษเสียด้วยซ้ำ

ทำไมอังกฤษเกลียดที่อเมริกันเรียก ฟุตบอล ว่า ซ็อคเกอร์

แม้กระนั้นปัจจุบัน ในหนังสือ It’s Football, Not Soccer (And Vice Versa) : On the History, Emotion, and Ideology Behind One of the Internet’s Most Ferocious Debates ที่พึ่งจะออกเมื่อปี 2018นี้ Stefan Szymanski ศ.จ.ด้านเศรษฐวิทยาและก็การจัดการกีฬาที่มหาวิทยาลัย Michigan และก็ Silke-Maria Weineck ศ.จ.ด้านเยอรมันเล่าเรียน รวมทั้งวรรณคดีเปรียบเทียบจากมหาวิทยาลัยเดียวกันได้เรียนแหล่งที่มาของคำว่า Soccer แล้วก็ทำให้เห็นว่ามันมีเรื่องมีราวราวที่สลับซับซ้อนกว่านั้นและก็บางทีอาจบอกให้เห็นถึงความเชื่อมโยงในอีกแบบหนึ่งที่กลับหัวกับความเชื่อถือเดิมเลยต่างหาก (สำหรับผู้ที่พอใจเศรษฐวิทยาของกีฬาก็บางทีอาจคุ้นๆชื่อของ Szymanskiอยู่บ้าง ด้วยเหตุว่าเขาเป็นหนึ่งในนักเขียนหนังสือ Soccernomics ที่ใช้ไอเดียทางเศรษฐวิทยามาชี้แจงการเกิดต่างๆของบอลจนกระทั่งเลื่องลือไปทั่วทั้งโลกมาแล้ว)

Soccer มิได้เริ่มใช้ในอเมริกา แล้วก็ Football ก็มิได้หมายคือเพียงแค่บอล

หลายๆคนบางทีอาจรู้สึกว่าคำที่ผู้ดีอังกฤษไม่ชอบนักเกลียดชังครึ้มอย่าง Soccer นั้นเริ่มใช้ในอเมริกา แม้กระนั้นที่จริงแล้วมันเป็นคำที่คนประเทศอังกฤษเริ่มใช้ก่อนต่างหาก รวมทั้งนอกเหนือจากนั้น Footballเองก็มิได้ซึ่งก็คือเพียงแค่บอล

ทำไมอังกฤษเกลียดที่อเมริกันเรียก ฟุตบอล ว่า ซ็อคเกอร์

แต่เดิมนั้นคำว่า Football ซึ่งก็คือการละเล่นท้องถิ่นอย่างหนึ่งของคนประเทศอังกฤษ รวมทั้งเมื่อมันเป็นการละเล่นท้องถิ่นมันก็มิได้เป็นกิจกรรมที่มีมาตรฐานแน่นอนเท่าไรนัก มันมีแบบนานาประการไปตามแต่ละแคว้น มีทั้งๆที่ใช้เท้าใช้มือ จนกระทั่งบางแบบรังควานปรปักษ์ได้ด้วย (กษัตริย์อังกฤษคนจำนวนไม่น้อยเคยบัญญัติกฎหมายแบนการละเล่นนี้มาแล้วด้วยเหตุว่ามันทำให้ผู้บาดเจ็บจนถึงมิได้ฝึกหัดทหาร)

ตราบจนกระทั่งศตวรรษที่ 19 สถานศึกษาชั้นแนวหน้าหลายที่ในอังกฤษรวมตัวกันอุตสาหะระบุข้อตกลงมาตรฐานขึ้นมา แต่ว่าด้วยแบบการเล่นของแต่ละที่ที่แตกต่างกันทำให้ตกลงกันได้ยาก เรื่องที่แย้งกันสำคัญๆก็คือจะให้มันเป็นกีฬาที่ใช้มือหรือเท้าดี รวมถึงว่าจะให้มีการปะทะหนักๆหรือจนถึงเตะแข้งกันได้หรือไม่ด้วย ท้ายที่สุดการละเล่นนี้ก็ได้แยกกันออกเป็นกีฬาสองสาย สายแรกเป็นกีฬาที่เล่นด้วยการใช้เท้าเตะลูกฟุตบอลเป็นหลัก นำโดยมหาวิทยาลัยCambridge เรียกมันว่า Association Football สายลำดับที่สองเป็นกีฬาที่ใช้มือเล่นลูกฟุตบอลแล้วก็มีการปะทะหนักๆได้ นำโดยสถานที่เรียนที่ชื่อว่า Rugby แล้วก็เรียกมันว่า Rugby Football แน่ๆมันเป็นบอล กับรักบี้ที่พวกเรารู้จักกันในขณะนี้

แล้ว Soccer มาจากไหนล่ะ? มันก็มาจากคำว่า Association Football นั่นแหละ ด้วยความที่ในขณะนั้นที่ Cambridge กับ Oxfordนิยมเรียกอะไรแบบสั้นๆด้วยการตัดคำแล้วเพิ่มเติม er ลงไปห้อยท้าย พวกเขาเรียก Rugby Football แบบสั้นๆว่า Rugger แล้วก็เรียกAssociation Football ว่า Soccer (รู้เรื่องว่าตัดคำจาก association)

สรุปว่า Soccer ก็เริ่มใช้จากอังกฤษนั่นแหละ!

ยิ่งไปกว่านั้นแล้วในตอนแรก Football เองก็มิได้หมายความว่าบอลแบบปัจจุบันนี้ ด้วยเหตุว่ามันเป็นคำเรียกกว้างๆเสียมากกว่า ซึ่งAssociation Football ก็เป็นเพียงแค่กิ้งก้านหนึ่งของมัน ชนิดเดียวกันกับ Rugby Football รวมถึง football ที่ถูกดัดแปลงปรับปรุงแก้ไขไปอีกอย่าง Gaelicfootball ของไอร์แลนด์, Australian Rules footballของประเทศออสเตรเลีย, จนกระทั่ง Americanfootball ของอเมริกาเสียด้วยซ้ำ

เทียวไปเทียวมาFootball เองก็มิได้คือเพียงแค่บอล

การรุกคืบของอเมริการวมทั้งการต้านทาน Soccer ของอังกฤษ

ภายหลังที่อังกฤษมีคำว่า Soccer อเมริกาก็เริ่มรับคำนี้เข้าไปตอนต้นศตวรรษที่ 20 เพื่อใช้แบ่งระหว่าง American Football กับบอลแบบอังกฤษ นี้ยังเป็นข้อมูลอย่างที่คนสามัญรู้ๆกันอยู่

ทำไมอังกฤษเกลียดที่อเมริกันเรียก ฟุตบอล ว่า ซ็อคเกอร์

เพื่อสืบเสาะหาร่องรอยการใช้คำว่า Soccer Szymanski กับ Weineckตรวจความถี่ของการใช้คำนี้ในสื่อสิ่งพิมพ์อีกทั้งของอังกฤษแล้วก็อเมริกา และเจอแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงที่น่าดึงดูด โดยยิ่งไปกว่านั้นในฝั่งอังกฤษ

พวกเขาพบว่าในตอนต้นศตวรรษที่ 20 นั้นในอังกฤษใช้คำ Soccerอยู่บ้างแต่ว่าก็ไม่มากสักเท่าไรนัก มันมักถูกใช้เฉพาะในหมู่ชนชั้นสูงที่มีการศึกษาเล่าเรียนโดยเฉพาะอย่างยิ่งจากสถาบันชั้นแนวหน้าที่ฯลฯเกิดบอล มิได้แพร่หลายไปถึงคนธรรมดาทั่วไป ช่วงเวลาที่ในตอนเดียวกันนั้นคำว่า Soccer ถูกใช้อย่างล้นหลามที่อเมริกาไปแล้ว แต่ว่าที่น่าดึงดูดก็คือตั้งแต่ตอนทศวรรษ 1960s อังกฤษเริ่มใช้คำ Soccerเยอะขึ้นแม้กระนั้นพอเพียงถึงทศวรรษ 1980s ก็เบาๆต่ำลง ข้อมูลนี้เอามาสู่วิธีการทำความรู้ความเข้าใจคำๆนี้ได้อย่างยอดเยี่ยม เพราะเหตุว่าเมื่อเอาระยะเวลานี้มาเทียบกับการเปลี่ยนแปลงของทั้งคู่ประเทศมันทำให้มองเห็นเรื่องน่าดึงดูดหลายเรื่อง

ข้อแรก ทศวรรษ 1960s เป็นพักหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งวัฒนธรรมอเมริกาเริ่มเข้ามามีผลในอังกฤษมากเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากทหารอเมริกาที่เข้ามาในอังกฤษไม่น้อยเลยทีเดียว ก็พาเอาคำ Soccer (กลับ) มาที่อังกฤษด้วย เอาง่ายๆก็คือคำ Soccer เกิดมาในอังกฤษ ไปเติบโตที่อเมริกา แล้วถูกนำกลับมาทำให้แพร่หลายที่อังกฤษอีกครั้ง

ความแปลกเป็นในเวลานั้นอังกฤษก็มิได้เกลียดชังคำว่า Soccerเสมือนอย่างปัจจุบันนี้เลย พวกเขารับมันกลับมาจากอเมริกาแล้วก็ใช้กันทั่วๆไป จนกระทั่งหนังสือประวัติบุคคลของ George Best ที่ออกปี1969 ก็ใช้ชื่อว่า George Best: The Inside Story of Soccer’s Super Star หรือหนังสืออัตประวัติของตำนานผู้จัดการทีมฟุตบอลแมนฯยูไนเต็ดอย่าง Sir Matt Busby ที่ออกปี 1973 ก็ใช้ชื่อว่า Soccer at the Top : My life in Football

ทำไมอังกฤษเกลียดที่อเมริกันเรียก ฟุตบอล ว่า ซ็อคเกอร์

แล้วผู้ดีอังกฤษเริ่มชิงชังคำนี้ตั้งแต่เมื่อใด? คำตอบก็คือตั้งแต่ตอนทศวรรษ 1980s ที่พวกเขาเริ่มเลิกใช้มัน

โน่นเอามาสู่เรื่องน่าดึงดูดข้อลำดับที่สอง มันกำเนิดอะไรขึ้นในทศวรรษ 1980s Szymanski กับ Weineck พินิจพิจารณาว่ามันเป็นตอนที่อเมริกากำลังรุกคืบไปสู่แวดวงบอล พวกเขาเริ่มมีลีกบอลของตนเอง ปี 1975 นักเตะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดชั่วกัลปวสานอย่างเปเล่ถูกดึงตัวไปเล่นให้ New York Cosmos อเมริกาบากบั่นเสนอตัวเป็นเจ้าภาพบอลโลก (ที่จะจัดปี 1986) ตั้งแต่ปี 1983 จนถึงมาได้เป็นเจ้าภาพบอลโลก 1994 (อเมริกาได้รับการคัดสรรตั้งแต่ปี 1988)

ทำไมอังกฤษเกลียดที่อเมริกันเรียก ฟุตบอล ว่า ซ็อคเกอร์

การที่พญาอินทรีย์อย่างอเมริกาเริ่มสยายปีกเข้ามาสู่แวดวงบอลทำให้อังกฤษเริ่มหวั่นไหว (Odon Vallet นักประวัติศาสตร์ชาวประเทศฝรั่งเศสเคยกล่าวไว้ว่าในช่วงเวลาที่โลกภาพยนตร์ถูกถือครองโดยฮอลลีวูด การคลังถูกควบคุมโดยวอลล์สตรีท บอลยังเป็นเพียงแต่สิ่งที่เดียวที่ผิดอเมริกาครอบครองผ่านโลกาภิวัฒน์) ประกอบกับกระแสการต้านทานความใหญ่โตคับโลกของอเมริกาเริ่มเพิ่มสูงมากขึ้นคำว่า Soccer ก็เลยเปลี่ยนเป็นเหมือนผู้แทนการรุกคืบของอเมริกาอังกฤษที่มองดูตนเองเป็นผู้ให้กำเนิดบอลก็เลยไม่ได้อยากที่จะใช้คำนี้อีกต่อไป แล้วหลังจากนั้นก็เปลี่ยนเป็นเกลียดชังมันท้ายที่สุด

ทำไมอังกฤษเกลียดที่อเมริกันเรียก ฟุตบอล ว่า ซ็อคเกอร์

สรุปให้รวบรัดอย่างเข้าใจง่ายๆSzymanski กับ Weineck เสนอข้อศึกษาค้นพบใหม่ว่า เอาเข้าจริงแล้วการที่อเมริกาเรียกบอลว่าSoccer นั้นไม่ใช่แค่เพราะเหตุว่าพวกเขาพากเพียรเป็นอิสระอเมริกันบอลออกมาจากบอลเพียงแค่นั้น แม้กระนั้นต้นเหตุอีกด้านหนึ่งนั้นมาจากทางฝั่งอังกฤษเองที่หวั่นไหวต่อการรุกคืบเข้ามาของอเมริกาจนกระทั่งไม่ยินยอมใช้คำ Soccer ที่พวกเขาทำขึ้นมาเองและก็เคยใช้มันมาก่อนเสียด้วยซ้ำ